Tag - เรื่องเล่า

เรื่องสั้น (มาก) “ไทม์แมชชีน”

เรื่องที่ 1. ตัวคุณในวัย 90 ปี นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลามาหาคุณ และบอกคุณว่า คุณคือคนแรกและคนเดียวที่สร้างไทม์แมชชีนได้สำเร็จ เพราะเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงและแปลกประหลาด คุณเลยตัดสินใจที่จะฆ่าตัวคุณในวัย 90 และยึดไทม์แมชชีนอันนั้นมา คุณเลยกลายเป็นผู้สร้างไทม์แมชชีนเครื่องแรกและเครื่องเดียวในโลก ................................................................................ เรื่องที่ 2. ชายหนุ่มนั่งไทม์แมชชีนกลับไปในอดีตก่อนเขาเกิดประมาณ 4-5 ปี และพบรักกับหญิงสาวในยุคนั้น จึงแต่งงานอยู่กินกับหญิงสาว จนหญิงสาวตั้งท้อง และหมอดูบอกให้หญิงสาวเปลี่ยนชื่อ นามสกุล เป็นชื่อและนามสกุลเดียวกับแแม่ของชายหนุ่ม และคลอดลูกออกมาในวันเดียวกับเวลาที่ชายหนุ่มเกิด ชายหนุ่มนึกถึงพ่อของตัวเองที่ยังอยู่กับแม่ในโลกปัจจุบัน ................................................................................ เรื่องที่ 3. หญิงสาวนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไป และพบชายหนุ่มในฝันที่เธอไม่รู้ชื่อ เธอจึงพยายามแย่งเขามาจากแฟนสาวจนสำเร็จ ด้วยการฆ่าแฟนสาวของเขา หลังจากนั้น หญิงสาวจึงรู้ว่าชายหนุ่มคือพ่อของตัวเอง และแฟนสาวของเขาคือแม่ ................................................................................ เรื่องที่ 4. ชายหนุ่มเกิดมาในครอบครัวที่ลำบาก มีชีวิตแร้นแค้นมาตั้งแต่เด็ก พ่อเป็นชายพิการ เขาจึงตัดสินใจทำงานอย่างหนักเพื่อเก็บหอมรอมริบ จนสามารถเก็บเงินซื้อทองคำมาจำนวนมากพอที่จะเรียกว่าร่ำรวยได้ เขาจึงนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาไปในสมัยแม่ยังสาว เพราะช่วงเวลานั้นทองคำขายได้ราคาสูงที่สุด เพื่อนำทองคำทั้งหมดนั้นไปให้แม่ของเขาในวัยสาว แม่กลายเป็นหญิงสาวที่ร่ำรวย และไม่มองชายพิการผู้มาจีบแม้แต่หางตา และได้แต่งงานกับเศรษฐีหุ้นคนนึง และหลังจากนั้น คนทั้งคู่ก็ล้มละลายจากการค้าหุ้น ส่วนชายพิการหลังจากถูกหญิงสาวเมิน เขาก็มุมานะทำงานจนร่ำรวย แต่ไม่เคยมองผู้หญิงคนไหน และไม่มีภรรยาจนชั่วชีวิต เพราะยังรักแม่ของชายหนุ่มอยู่ ................................................................................ เรื่องที่ 5. เด็กชายทำหุ่นยนต์ตัวโปรดหาย หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เขาเสียดายมันมาก เพราะเป็นของเล่นที่มีเพียงชิ้นเดียว เขาจดจำเรื่องนี้ได้จนโตเป็นผู้ใหญ่...

น้องชายของผม 2

ผมขึ้นเรียนชั้น ม.1-3 ในโรงเรียนที่ถือว่าสอบเข้ายากที่สุดในหาดใหญ่แบบเหมือนจะฟลุค เสียค่าเรียนพิเศษไปหลายที่ แม่บอกว่า ที่จริง ผมเป็นเด็กหัวดีคนนึง แต่มีปัญหาหลายอย่าง (ผมออกจะมั่นใจว่า น่าจะแค่ปัญหาขี้เกียจเรียนอย่างเดียว) เลยทำให้ผมเรียนได้คะแนนไม่ดีนัก ขณะที่ขึ้นชั้น ม.3 น้องชายผมก็สอบได้และเข้าเรียนชั้น ม.1 ในโรงเรียนเดียวกัน แต่ที่บ้านไม่ยักกะตื่นเต้นเท่าตอนที่รู้ว่าผมสอบได้ คงเป็นเพราะดูเหมือนผมน่าจะไม่มีปัญญาสอบได้ตั้งแต่แรกแล้วมั๊ง ทุกคนเลยออกจะดีใจ เมื่อผมสอบเข้าได้ ผมไปโรงเรียนกับน้องทุกวัน โดยขึ้นรถตุ๊กๆ เจ้าประจำไปโรงเรียนทุกวัน (รถตุ๊กๆ แบบซูบารุ มีที่นั่ง 2 แถว และรับคนขึ้นได้เรื่อยๆ ในเส้นทางเดียวกันเหมือนรถ 2 แถว) รถตุ๊กๆ คันนี้บ้านอยู่ไกล้ๆ กับบ้านผม ผมเป็นลูกค้าคนแรกของเขาเสมอ ด้วยเหตุนี้กระมัง เขาเลยเก็บตังค์ผมแค่ครั้งละ 2 บาท (เท่ากับแค่ 1 คน) ไม่เคยเก็บของน้องชายผมเลย เลยกลายเป็นเจ้าประจำกันทุกเช้า เมื่อเป็นนักเรียนในโรงเรียนที่มีการแข่งขันกันสูง และการเป็นเด็กขี้เกียจอย่างผม แม่เลยบังคับให้ผมเรียนพิเศษทุกเย็น และแยกกันกลับบ้านกับน้อง ซึ่งไม่ต้องเรียนพิเศษอะไร ตกเย็น เราจึงไม่ต้องรอกัน เลิกเรียนแล้ว ผมเดินออกประตูโรงเรียนเดินข้ามถนนไป เดินลัดเลาะซอยไป 2-3...

น้องชายของผม 1

ผมมีน้องชายคนนึง เราอายุห่างกัน 2 ปี ผมสนิทกับเค้ามาก ถือว่า เป็นพี่น้องที่ผมรักเค้ามากที่สุดก็ว่าได้ แต่เจ้าน้องชายมันจะคิดกับผมเหมือนพี่อีก 2 คนรึปล่าว ผมก็ไม่แน่ใจ เราไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ โดยผมมักอาสาเป็นคนขับรถให้ตั้งแต่เรายังเด็ก ผมขี่จักรยาน ให้น้องซ้อนหลังมาด้วยเสมอ และไปไหนมาไหนตามความต้องการของเขามาตลอด จนโตพอจะขี่มอเตอร์ไซด์ ผมก็ยังคงทำเช่นนั้น น้องชายผมชอบกินไก่ทอด (ไก่ทอดหาดใหญ่เจ้าดัง) ผมก็มักพาน้องไป แม้ตัวเองจะไม่ค่อยชอบความเค็มของไก่ทอด และไม่ชอบหอมหรือกระเทียมเจียวที่ไว้โรยหน้าก็ตาม น้องมักล้อผมบ่อยๆ ว่า ผมเป็นคนขี้ลืม ไม่ก็บอกว่าสติผมฟั่นเฟือน แต่ผมรักน้องคนนี้มาก ไม่เคยถือโกรธอะไร และรู้สึกตามที่เขาว่า มีบ่อยครั้งที่ผมมักลืม เช่นบางครั้ง ตั้งใจจะไปร้านนี้ เพื่อซื้อของในร้าน แต่ไปถึงร้านแล้วก็ลืมว่าจะซื้ออะไร จนกลับมาบ้านแล้วก็ยังไม่รู้ว่าออกไปทำอะไรมา แม่เคยพาผมไปหาหมอตั้งแต่ยังเด็ก ผมจำวิธีการตรวจไม่ได้แล้ว แต่ผลการตรวจ หมอไม่ยักจะบอกผม กลับไปบอกแม่คนเดียว เราเติบโตกันมาในจังหวัดพัทลุง วัยเด็ก ช่วงประมาณ ป.1 หรือ ป.2 ผมมักเดินไปโรงเรียนเอง เพราะบ้านกับโรงเรียนไม่ไกลกันนัก และโรงเรียน เป็นที่เล่นของเด็กๆ ในหมู่บ้านในวันหยุด ผมเคยไปกับพี่ๆ ผมบ่อยๆ เลยสามารถเดินไปเองได้ แม้พ่อจะเป็นครูสอนอยู่ที่นั่น ผมก็ไม่เคยนั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์พ่อไปโรงเรียน ถ้าไม่จำเป็น...