Tag - เรื่องสั้น

ห้องตรงข้าม

เสียงเคาะประตูห้องเบาๆ 2-3 ครั้ง ผมกำลังยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม จึงต้องค้างมือไว้ไกล้ปาก ลุกขึ้นจากโซฟาโดยเผลอถือแก้วกาแฟไปด้วย "พี่คะ" เสียงลอดประตูมา ไม่คุ้นหู ผมส่องตาแมวออกไป โชคดีที่ไม่ทันได้ซดกาแฟเข้าไปก่อน ไม่เช่นนั้นคงสำลัก ภาพที่เห็นผ่านช่องตาแมวเป็นหญิงสาวนุ่งผ้าเช็ดตัวกระโจมอก มีผ้าสำหรับเช็ดผมคลุมไหล่อีกที แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักหรอก เป็นหญิงสาวห้องตรงข้ามเยื้องๆ กันนี้เอง แม้ความจริง ผมจะแอบมองเธอมาพักใหญ่ แต่ผมก็ไม่เคยพูดคุยทำความรู้จักกับเธอ ตึกของเราเป็นตึกสูงอยู่เพียงหลังเดียวของบริเวณนี้ ชาวคอนโดนี้ เลยมักเปิดประตูหน้าห้องและหลังห้องให้ลมโกรก ซึ่งช่วยให้เย็นสบายโดยไม่ต้องเปิดแอร์ในตอนกลางวัน เธอก็ทำแบบนั้น แต่ไม่ถึงกับเปิดเต็มประตู เพียวแง้มไว้ครึ่งบาน แต่เมื่อผมมองจากประตูห้องผม จะสามารถเห็นได้เกือบทั้งห้อง เพราะห้องเป็นเพียงห้องสตูดิโอ ไม่มีอะไรกั้นสายตา เธอมีลูกเล็กๆ อายุน่าจะไม่ถึงขวบดีตอนที่ย้ายมา ผมไม่เคยเห็นสามีของเธอ เลยเดาว่าเป็น single mom หรือไม่ก็อาจเป็นเมียน้อยใคร เพราะเธอหน้าตาค่อนข้างดี และมักแต่งตัวโป๊ยามอยู่ห้องเสมอ นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ผมปิดประตูห้องตลอดเวลา และแอบมองผ่านช่องตาแมวเอา "หวะ.. หวัดดีครับ" ผมตะกุกตะกัก "ค่ะพี่.. หนูรบกวนพี่หน่อยสิคะ" "มีอะไรเหรอครับ" "เครื่องทำน้ำอุ่นหนูเสียน่ะ พี่ช่วยดูให้หน่อยได้มั้ยคะ" "อ่อ ได้ครับ เดี๋ยวดูให้ แต่ถ้ามันเสียที่เครื่องเลย ผมซ่อมไม่ได้นะครับ ถ้าแค่ช็อตหรือไฟเกิน ก็อาจจะพอทำได้" ผมแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะไม่ค่อยกล้ารื้อเครื่องทำน้ำอุ่นมากนัก กลัวมันจะช็อตใส่เอา ระบบไฟของคอนโดนี้ แยกเบกเกอร์เอาไว้ เป็นไฟหลัก, ปลั๊ก และเครื่องทำน้ำอุ่น เผื่อการมีปัญหาเฉพาะด้าน...

ขาบนสะพาน

ผมรู้สึกตกใจ เมื่อไฟหน้ารถกระดกขึ้นไปตามความชันของสะพานข้ามคลองสายเล็กๆ หน้าหมู่บ้าน ไฟหน้ารถส่องไปเห็นขาคู่หนึ่ง ห้อยมาจากราวสะพาน แสงไฟส่องให้เห็นเพียงช่วงขาวูบเดียว เพราะผมติดนิสัยที่จะหักซ้ายให้ชิดซ้ายไว้ก่อน สะพานเล็กๆ ที่ค่อนข้างชัน บางทีคุณก็ไม่เห็นว่ารถอีกฝั่งก็กำลังขึ้นมาเหมือนกัน เมื่อหักจนไฟส่องเห็นขา ผมก็รีบหักกลับ และลงสะพานไป เพื่อจะหักเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน เวลาตี 2 ใครจะออกมานั่งเล่นบนสะพาน คลองเบื้องล่างก็เป็นคลองน้ำนิ่งและดำ ยุงคงมีมหาศาล เมื่อลงไปถึงพื้นเบื้องล่าง ผมยังไม่เลี้ยวเข้าหมู่บ้าน แต่จอดรถ และหันกลับไปมองบนราวสะพาน บนสะพานมืดสนิท ผมเห็นเค้าโครงสะพานนั้นเพียงเป็นเงาดำๆ และไม่เห็นการเคลื่อนไหวใดๆ ผมจ้องต่ออีกหน่อย เผื่อจะเห็นภาพอะไร ใจนึกอยากให้เห็นเป็นเงาใครซักคนก็ยังดี แต่ก็ไม่เห็นใคร ผมถอนเท้าออกจากเบรค และหักเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ป้อมของ รปภ และเปิดกระจกถาม "พี่ ใครมานั่งอยู่บนราวสะพานน่ะ เมื่อกี๊ผมหักหัวใส่เค้า เห็นแต่ขา ดึกป่านนี้ยังจะมีคนมานั่งตากยุงอยู่อีกเหรอพี่" "เอ ปกติ ป่านนี้ไม่มีใครนะครับ คนบนคอนโด กลางวันเค้ายังไม่ค่อยจะลงมาเลย ส่วนหอพักนี่ ถึงมีคนยังไม่หลับไม่นอนบ้าง แต่เค้าก็แค่เดินผ่านนะครับ ดึกป่านนี้แล้วด้วย" รปภ ตอบผม "แต่เดี๋ยวผมเดินไปดูให้" รปภ หยิบไฟฉายจากในป้อม และเดินส่องไฟไปดู ผมมองตามแสงไฟไปจนถึงบนสะพาน สักพัก รปภ ก็เดินกลับลงมา "ไม่มีใครนะครับ ผมส่องหาลงไปฝั่งโน้น ก็ไม่มีคน คุณตาฝาดรึปล่าวครับ รึไม่...

เรื่องสั้น (มาก) “ไทม์แมชชีน”

เรื่องที่ 1. ตัวคุณในวัย 90 ปี นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลามาหาคุณ และบอกคุณว่า คุณคือคนแรกและคนเดียวที่สร้างไทม์แมชชีนได้สำเร็จ เพราะเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงและแปลกประหลาด คุณเลยตัดสินใจที่จะฆ่าตัวคุณในวัย 90 และยึดไทม์แมชชีนอันนั้นมา คุณเลยกลายเป็นผู้สร้างไทม์แมชชีนเครื่องแรกและเครื่องเดียวในโลก ................................................................................ เรื่องที่ 2. ชายหนุ่มนั่งไทม์แมชชีนกลับไปในอดีตก่อนเขาเกิดประมาณ 4-5 ปี และพบรักกับหญิงสาวในยุคนั้น จึงแต่งงานอยู่กินกับหญิงสาว จนหญิงสาวตั้งท้อง และหมอดูบอกให้หญิงสาวเปลี่ยนชื่อ นามสกุล เป็นชื่อและนามสกุลเดียวกับแแม่ของชายหนุ่ม และคลอดลูกออกมาในวันเดียวกับเวลาที่ชายหนุ่มเกิด ชายหนุ่มนึกถึงพ่อของตัวเองที่ยังอยู่กับแม่ในโลกปัจจุบัน ................................................................................ เรื่องที่ 3. หญิงสาวนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไป และพบชายหนุ่มในฝันที่เธอไม่รู้ชื่อ เธอจึงพยายามแย่งเขามาจากแฟนสาวจนสำเร็จ ด้วยการฆ่าแฟนสาวของเขา หลังจากนั้น หญิงสาวจึงรู้ว่าชายหนุ่มคือพ่อของตัวเอง และแฟนสาวของเขาคือแม่ ................................................................................ เรื่องที่ 4. ชายหนุ่มเกิดมาในครอบครัวที่ลำบาก มีชีวิตแร้นแค้นมาตั้งแต่เด็ก พ่อเป็นชายพิการ เขาจึงตัดสินใจทำงานอย่างหนักเพื่อเก็บหอมรอมริบ จนสามารถเก็บเงินซื้อทองคำมาจำนวนมากพอที่จะเรียกว่าร่ำรวยได้ เขาจึงนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาไปในสมัยแม่ยังสาว เพราะช่วงเวลานั้นทองคำขายได้ราคาสูงที่สุด เพื่อนำทองคำทั้งหมดนั้นไปให้แม่ของเขาในวัยสาว แม่กลายเป็นหญิงสาวที่ร่ำรวย และไม่มองชายพิการผู้มาจีบแม้แต่หางตา และได้แต่งงานกับเศรษฐีหุ้นคนนึง และหลังจากนั้น คนทั้งคู่ก็ล้มละลายจากการค้าหุ้น ส่วนชายพิการหลังจากถูกหญิงสาวเมิน เขาก็มุมานะทำงานจนร่ำรวย แต่ไม่เคยมองผู้หญิงคนไหน และไม่มีภรรยาจนชั่วชีวิต เพราะยังรักแม่ของชายหนุ่มอยู่ ................................................................................ เรื่องที่ 5. เด็กชายทำหุ่นยนต์ตัวโปรดหาย หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เขาเสียดายมันมาก เพราะเป็นของเล่นที่มีเพียงชิ้นเดียว เขาจดจำเรื่องนี้ได้จนโตเป็นผู้ใหญ่...

น้องชายของผม 3 (ตอนจบ)

ผมคบหากับเธอคนนั้นโดยน้องแทบไม่รู้เรื่อง มารู้อีกทีก็เมื่อเราเป็นแฟนกันแล้ว ดูเหมือนเขาจะงอนๆ ผมอยู่บ้าง แต่ก็คอยไต่ถามถึงเธออยู่บ่อยๆ เมื่อเราได้กลับบ้านน้ามาเจอกัน ผมก็เล่าให้เค้าฟังแทบทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง แต่ 2 คนไม่มีโอกาสได้มาเจอกัน เวลานั้น ผมเริ่มรู้สึกว่า ความรักมันควรเป็นเรื่องส่วนตัวของผม มากกว่าที่จะให้ใครเข้ามาแนะแนวโดยไม่จำเป็น ผมเลยไม่พยายามให้คนทั้งคู่ได้มาเจอกัน แต่ผมก็ไม่ถึงกับปิดอะไรไว้เป็นความลับ เล่าเท่าที่รู้สึกว่าควรจะเล่า และเป็นการเล่าที่ไม่ใช่การปรึกษาอีกต่อไป ผมรู้สึกว่า ผมควรจะดูแลความรักด้วยความคิดและความรู้สึกของผมเอง มากกว่าจะฟังแนวทางจากใคร เธอเคยเล่าว่า ครั้งนึง เมื่อยังไม่ได้เริ่มพูดคุยกัน เธอเคยมองมาที่ผมขณะผมโดนพี่ว๊ากเล่นงานอยู่หน้าสแตนเชียร์ และมองเห็นอะไรบางอย่างจากผู้ชายคนนั้น แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรต่อไปมาก ความจริง หลังจากเวลานั้น ผมเองก็เริ่มรู้สึกถึงการมีตัวตนในบางด้านของตัวเอง มีคนรู้จัก มีคนทักทาย จนผมรู้สึกตัวเองขึ้นมาบ้างในบางทีว่า ผมก็ไม่ใช่แค่เด็กไม่เอาไหนที่โลกไม่อยากจำนี่นา ผมเล่าเรื่องที่บ้านของผมให้เธอคนนั้นฟังบ่อยๆ ทั้งแม่ พี่ชาย พี่สาว น้องชาย ไปจนถึงน้าสาวที่ผมเคยอาศัยอยู่ด้วย แม้กระทั่งน้าชายอีกคนและครอบครัว จนเธอแทบจะรู้จักคนที่บ้านผมพอ แม้จะยังไม่เคยเจอกัน เธอเป็นคนเรียนเก่ง อย่างน้อยที่สุด ก็เคยทำให้ผมได้เกรด C ในการสอบวิชาภาษาอังกฤษตัวแรกในชีวิต ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ดีที่สุดก็แค่ D หรือไม่ก็ตก แม้เราจะเรียนคณะเดียวกัน แต่ต่างภาควิชากัน แต่เราก็คอยช่วยเหลือกันอยู่บ่อยๆ ในเรื่องต่างๆ...

น้องชายของผม 2

ผมขึ้นเรียนชั้น ม.1-3 ในโรงเรียนที่ถือว่าสอบเข้ายากที่สุดในหาดใหญ่แบบเหมือนจะฟลุค เสียค่าเรียนพิเศษไปหลายที่ แม่บอกว่า ที่จริง ผมเป็นเด็กหัวดีคนนึง แต่มีปัญหาหลายอย่าง (ผมออกจะมั่นใจว่า น่าจะแค่ปัญหาขี้เกียจเรียนอย่างเดียว) เลยทำให้ผมเรียนได้คะแนนไม่ดีนัก ขณะที่ขึ้นชั้น ม.3 น้องชายผมก็สอบได้และเข้าเรียนชั้น ม.1 ในโรงเรียนเดียวกัน แต่ที่บ้านไม่ยักกะตื่นเต้นเท่าตอนที่รู้ว่าผมสอบได้ คงเป็นเพราะดูเหมือนผมน่าจะไม่มีปัญญาสอบได้ตั้งแต่แรกแล้วมั๊ง ทุกคนเลยออกจะดีใจ เมื่อผมสอบเข้าได้ ผมไปโรงเรียนกับน้องทุกวัน โดยขึ้นรถตุ๊กๆ เจ้าประจำไปโรงเรียนทุกวัน (รถตุ๊กๆ แบบซูบารุ มีที่นั่ง 2 แถว และรับคนขึ้นได้เรื่อยๆ ในเส้นทางเดียวกันเหมือนรถ 2 แถว) รถตุ๊กๆ คันนี้บ้านอยู่ไกล้ๆ กับบ้านผม ผมเป็นลูกค้าคนแรกของเขาเสมอ ด้วยเหตุนี้กระมัง เขาเลยเก็บตังค์ผมแค่ครั้งละ 2 บาท (เท่ากับแค่ 1 คน) ไม่เคยเก็บของน้องชายผมเลย เลยกลายเป็นเจ้าประจำกันทุกเช้า เมื่อเป็นนักเรียนในโรงเรียนที่มีการแข่งขันกันสูง และการเป็นเด็กขี้เกียจอย่างผม แม่เลยบังคับให้ผมเรียนพิเศษทุกเย็น และแยกกันกลับบ้านกับน้อง ซึ่งไม่ต้องเรียนพิเศษอะไร ตกเย็น เราจึงไม่ต้องรอกัน เลิกเรียนแล้ว ผมเดินออกประตูโรงเรียนเดินข้ามถนนไป เดินลัดเลาะซอยไป 2-3...

น้องชายของผม 1

ผมมีน้องชายคนนึง เราอายุห่างกัน 2 ปี ผมสนิทกับเค้ามาก ถือว่า เป็นพี่น้องที่ผมรักเค้ามากที่สุดก็ว่าได้ แต่เจ้าน้องชายมันจะคิดกับผมเหมือนพี่อีก 2 คนรึปล่าว ผมก็ไม่แน่ใจ เราไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ โดยผมมักอาสาเป็นคนขับรถให้ตั้งแต่เรายังเด็ก ผมขี่จักรยาน ให้น้องซ้อนหลังมาด้วยเสมอ และไปไหนมาไหนตามความต้องการของเขามาตลอด จนโตพอจะขี่มอเตอร์ไซด์ ผมก็ยังคงทำเช่นนั้น น้องชายผมชอบกินไก่ทอด (ไก่ทอดหาดใหญ่เจ้าดัง) ผมก็มักพาน้องไป แม้ตัวเองจะไม่ค่อยชอบความเค็มของไก่ทอด และไม่ชอบหอมหรือกระเทียมเจียวที่ไว้โรยหน้าก็ตาม น้องมักล้อผมบ่อยๆ ว่า ผมเป็นคนขี้ลืม ไม่ก็บอกว่าสติผมฟั่นเฟือน แต่ผมรักน้องคนนี้มาก ไม่เคยถือโกรธอะไร และรู้สึกตามที่เขาว่า มีบ่อยครั้งที่ผมมักลืม เช่นบางครั้ง ตั้งใจจะไปร้านนี้ เพื่อซื้อของในร้าน แต่ไปถึงร้านแล้วก็ลืมว่าจะซื้ออะไร จนกลับมาบ้านแล้วก็ยังไม่รู้ว่าออกไปทำอะไรมา แม่เคยพาผมไปหาหมอตั้งแต่ยังเด็ก ผมจำวิธีการตรวจไม่ได้แล้ว แต่ผลการตรวจ หมอไม่ยักจะบอกผม กลับไปบอกแม่คนเดียว เราเติบโตกันมาในจังหวัดพัทลุง วัยเด็ก ช่วงประมาณ ป.1 หรือ ป.2 ผมมักเดินไปโรงเรียนเอง เพราะบ้านกับโรงเรียนไม่ไกลกันนัก และโรงเรียน เป็นที่เล่นของเด็กๆ ในหมู่บ้านในวันหยุด ผมเคยไปกับพี่ๆ ผมบ่อยๆ เลยสามารถเดินไปเองได้ แม้พ่อจะเป็นครูสอนอยู่ที่นั่น ผมก็ไม่เคยนั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์พ่อไปโรงเรียน ถ้าไม่จำเป็น...