Blog

ผีเสื้อและดอกไม้ (รีวิวหนัง)

ไม่เคยมีโอกาสได้ดูเรื่องนี้สักครั้ง แม้จะได้ยินชื่อมาบ่อย รวมทั้งไม่รู้เรื่องราวของหนังด้วย จนมาได้ดูและรับรู้เรื่องราวทั้งหมดไปพร้อมๆ กัน ถือได้ว่า เป็นหนังแนวแปลกสำหรับยุคนั้น ที่หนังแต่ละเรื่องมักมีสูตรสำเร็จของมัน ต้องมีฉากไคลแมกซ์ ฉากเรียกน้ำตา หรืออะไรไป แต่อาจไม่ใช่กับเรื่องนี้ หนังปูเรื่องเป็นชีวิตชาวบ้านปกติของพื้นที่มุสลิมของใต้ ผมนึกย้อนไปในวัยเด็ก ในพื้นที่จังหวัดเดียวกัน ชุมชนที่ไกล้สถานีรถไฟ มากมีผู้คนและความเจริญกว่าชุมชนที่ทำนา ทำสวน แต่ก็จะไม่เท่าในเมืองใหญ่ เช่นหาดใหญ่หรือยะลา หนังเล่าเรื่องอย่างไม่พยายามกดดันคนดูให้รู้สึก ชีวิตยากจน ต้องออกจากโรงเรียน ต้องทำงานผิดกฏหมายด้วยเหตุผลที่เราจะเชื่อได้ หนังไม่ได้ชี้ว่า ความยากจนแร้นแค้นเป็นความทุกข์ที่คนดูจะต้องร้องไห้ แต่แค่บอกให้เราเข้าใจ หากการตัดสินใจใดๆ จะถูกข้อแม้เหล่านั้นมาเป็นเงื่อนไข เหมือนชีวิตของฮูยัน (ดูเหมือนจะเห็นเขาร้องไห้แค่ครั้งเดียว แต่ในเหตุอื่นๆ เราจะรู้สึกถึงความปกติ)​ นั่นอาจทำให้เราคิดได้ 2 ทาง ทางแรก คือเราจะสามารถตัดสินได้ทุกอย่างด้วยเหตุผลของเรา และนั่งรอดูว่าสิ่งที่เราตัดสินไปแล้วนั้น ท้ายที่สุด มันถูกต้องหรือไม่ หรืออีกทาง คือเราสามารถปล่อยใจตัวเองให้รอดูการตัดสินใจของตัวละคร อย่างพร้อมจะเข้าใจ สิ่งที่เราเห็นได้จากในหนังคือ ทุกคนล้วนเป็นคนดี หรือทุกคนย่อมอยากเป็นคนดี และมีพื้นฐานความเป็นคนดีอยู่ในตัวเอง ผมเคยโพสต์เรื่องนี้เอาไว้ครั้งนึง ผมเองก็เชื่อเช่นนั้น หากแต่ชีวิตของทุกคน อาจไม่มีโอกาสได้แสดงความเป็นคนดีนั้นออกมา อาจจำเป็นต้องกระทำสิ่งเลวร้าย สิ่งผิด ไปด้วยเหตุผลและความจำเป็น จนต้องถูกเรียกว่า คนเลว หนังเรื่องนี้อาจไม่มีไคลแมกซ์ ไม่มีหักมุม...

รักวุ่นวาย ยัยตัวป่วน Me Always You (รีวิวซีรีส์ Netflix)

กดดูซีรีส์เรื่องนี้เพราะช่วงนี้ไม่มีเกาหลีน่าดูให้ติดตาม พอเห็นว่าเป็นไทย แถมพระเอกคือเป้ ผมรีบปิดไปหลายวัน จน เอาวะ ไม่มีอะไรดูนี่ ผมสังเกตุมาพักนึง และเห็นว่า ละครไทย มักเป็นเรื่องของความรักเสีย 99% และในละครรัก 99% นั้น เป็นรักแบบ 3 เส้าเสีย 98% ของ 99% นั้น และ 78% ของ 98% ของ 99% นั้น มักเป็นเรื่องของการแก่งแย่งความรักกัน 60% ของ 78% นั้น มักเป็นการแก่งแย่งแบบไร้ความคล้ายชีวิตจริง และ 85% ของ 60% นั้น อีกฝ่ายที่มาแย่งความรัก มักถูกตราหน้าว่า "นางอิจฉา" ที่ชีวิตพวกแม่งได้แต่กรี๊ดๆ เกาะแขนพระเอก และทำหน้าบ่งบอกให้ผู้ชมทั้งประเทศรู้ว่าอีนี่คือตัวอิจฉา ความจริงกว่านั้นคือ ต่อให้แม่งไม่ทำหน้าบิดเบี้ยว แสยะยิ้ม ทำตามเหลือก เราก็ยังดูรู้ตั้งแต่เห็นภาพนิ่ง ว่าอีนี่คือนางอิจฉา แต่เรื่องนี้ ไม่ใช่แบบนั้น เป็น 40% ของ 78%...

Happiness (รีวิวซีรีส์ Netfrix)

ผมเคยมองตัวเองและสังคมรอบด้านเอาไว้ เมื่อคราวโควิดแพร่ระบาดใหม่ๆ เป็นเหตุผลให้เราต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน เว้นระยะ ไปจนเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและความคิดอ่านของเราไปหลายอย่าง ใหม่ๆ ผู้คนเริ่มตื่นตัวกัน หน้ากากอนามัยขาดตลาด จากที่ขายกันชิ้นละไม่กี่บาท ขยับไปเป็นสิบเท่า สินค้าหลายอย่างขาดตลาดจากการกักตุนของผู้ใช้ และผู้ขายที่รอขึ้นราคา ไปจนถึงกรณีที่ผมเคยเกือบต้องทะเลาะกับชายคนนึง ที่ไม่พยายามเว้นระยะห่างกันในเคาน์เตอร์คิดตังค์ ผมเคยพูดว่า คนเราทุกคน ล้วนเป็นคนดี แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้น สามารถเปลี่ยนคนที่คิดดีไฝ่ดี ให้กระทำอะไรที่เลวร้ายออกไปได้ คนต้องถูกเรียกว่า คนเลว ไปในที่สุด ปัจจัยนึงที่สำคัญคือ "ความเห็นแก่ตัว" นั่นเอง การกลัวเสียเปรียบ กลัวผิดพลาด กลัวไม่เท่าทันคนอื่น กลัวต้องเสียผลประโยชน์ที่ควรจะได้ กลัวไม่พอจนต้องเผื่อ กลัวความขาดแคลนในวันข้างหน้า กลัวจะต้องแย่กว่าคนอื่น นั่นคือเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้เราจำเป็นต้องคิดเห็นแก่ตัว เมื่อเราเริ่มคิดเห็นแก่ตัว และเริ่มประพฤติตัวด้วยความคิดแบบนี้ไปหลายๆ ครั้ง เราจะเริ่มชินกับมัน และเริ่มแสดงออกแบบนั้นได้อย่างไม่เคอะเขิน ไปจนทำไปโดยไม่คิดอะไร เพราะมีเหตุผลอธิบายตัวเองอย่างเต็มที่ ตามเหตุผลย่อหน้าบน ซีรีส์เรื่องนี้ แม้จะใช้ซอมบี้เป็นตัวเดินเรื่อง แต่มันกลับเป็นประเด็นรองไปจากการพูดถึงความคิดโดยใช้ข้ออ้างให้ตัวเองต่างๆ ซึ่งเข้าใจว่า ผู้สร้างคงคาดหวังจะชี้ประเด็นนี้ให้สังคมแลเห็น ถ้าจับตัวละครทุกตัว มาขยายความ ผมเชื่อว่า เราจะพบตัวเราเอง ซ่อนอยู่ในตัวละครซักตัว หรือมากกว่านั้น ผมเองก็ยอมรับ คราวน้ำท่วมใหญ่ ผมก็หาถุงทราย แผ่นพลาสติก เทปกาว...

ห้องตรงข้าม

เสียงเคาะประตูห้องเบาๆ 2-3 ครั้ง ผมกำลังยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม จึงต้องค้างมือไว้ไกล้ปาก ลุกขึ้นจากโซฟาโดยเผลอถือแก้วกาแฟไปด้วย "พี่คะ" เสียงลอดประตูมา ไม่คุ้นหู ผมส่องตาแมวออกไป โชคดีที่ไม่ทันได้ซดกาแฟเข้าไปก่อน ไม่เช่นนั้นคงสำลัก ภาพที่เห็นผ่านช่องตาแมวเป็นหญิงสาวนุ่งผ้าเช็ดตัวกระโจมอก มีผ้าสำหรับเช็ดผมคลุมไหล่อีกที แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักหรอก เป็นหญิงสาวห้องตรงข้ามเยื้องๆ กันนี้เอง แม้ความจริง ผมจะแอบมองเธอมาพักใหญ่ แต่ผมก็ไม่เคยพูดคุยทำความรู้จักกับเธอ ตึกของเราเป็นตึกสูงอยู่เพียงหลังเดียวของบริเวณนี้ ชาวคอนโดนี้ เลยมักเปิดประตูหน้าห้องและหลังห้องให้ลมโกรก ซึ่งช่วยให้เย็นสบายโดยไม่ต้องเปิดแอร์ในตอนกลางวัน เธอก็ทำแบบนั้น แต่ไม่ถึงกับเปิดเต็มประตู เพียวแง้มไว้ครึ่งบาน แต่เมื่อผมมองจากประตูห้องผม จะสามารถเห็นได้เกือบทั้งห้อง เพราะห้องเป็นเพียงห้องสตูดิโอ ไม่มีอะไรกั้นสายตา เธอมีลูกเล็กๆ อายุน่าจะไม่ถึงขวบดีตอนที่ย้ายมา ผมไม่เคยเห็นสามีของเธอ เลยเดาว่าเป็น single mom หรือไม่ก็อาจเป็นเมียน้อยใคร เพราะเธอหน้าตาค่อนข้างดี และมักแต่งตัวโป๊ยามอยู่ห้องเสมอ นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ผมปิดประตูห้องตลอดเวลา และแอบมองผ่านช่องตาแมวเอา "หวะ.. หวัดดีครับ" ผมตะกุกตะกัก "ค่ะพี่.. หนูรบกวนพี่หน่อยสิคะ" "มีอะไรเหรอครับ" "เครื่องทำน้ำอุ่นหนูเสียน่ะ พี่ช่วยดูให้หน่อยได้มั้ยคะ" "อ่อ ได้ครับ เดี๋ยวดูให้ แต่ถ้ามันเสียที่เครื่องเลย ผมซ่อมไม่ได้นะครับ ถ้าแค่ช็อตหรือไฟเกิน ก็อาจจะพอทำได้" ผมแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะไม่ค่อยกล้ารื้อเครื่องทำน้ำอุ่นมากนัก กลัวมันจะช็อตใส่เอา ระบบไฟของคอนโดนี้ แยกเบกเกอร์เอาไว้ เป็นไฟหลัก, ปลั๊ก และเครื่องทำน้ำอุ่น เผื่อการมีปัญหาเฉพาะด้าน...

ขาบนสะพาน

ผมรู้สึกตกใจ เมื่อไฟหน้ารถกระดกขึ้นไปตามความชันของสะพานข้ามคลองสายเล็กๆ หน้าหมู่บ้าน ไฟหน้ารถส่องไปเห็นขาคู่หนึ่ง ห้อยมาจากราวสะพาน แสงไฟส่องให้เห็นเพียงช่วงขาวูบเดียว เพราะผมติดนิสัยที่จะหักซ้ายให้ชิดซ้ายไว้ก่อน สะพานเล็กๆ ที่ค่อนข้างชัน บางทีคุณก็ไม่เห็นว่ารถอีกฝั่งก็กำลังขึ้นมาเหมือนกัน เมื่อหักจนไฟส่องเห็นขา ผมก็รีบหักกลับ และลงสะพานไป เพื่อจะหักเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน เวลาตี 2 ใครจะออกมานั่งเล่นบนสะพาน คลองเบื้องล่างก็เป็นคลองน้ำนิ่งและดำ ยุงคงมีมหาศาล เมื่อลงไปถึงพื้นเบื้องล่าง ผมยังไม่เลี้ยวเข้าหมู่บ้าน แต่จอดรถ และหันกลับไปมองบนราวสะพาน บนสะพานมืดสนิท ผมเห็นเค้าโครงสะพานนั้นเพียงเป็นเงาดำๆ และไม่เห็นการเคลื่อนไหวใดๆ ผมจ้องต่ออีกหน่อย เผื่อจะเห็นภาพอะไร ใจนึกอยากให้เห็นเป็นเงาใครซักคนก็ยังดี แต่ก็ไม่เห็นใคร ผมถอนเท้าออกจากเบรค และหักเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ป้อมของ รปภ และเปิดกระจกถาม "พี่ ใครมานั่งอยู่บนราวสะพานน่ะ เมื่อกี๊ผมหักหัวใส่เค้า เห็นแต่ขา ดึกป่านนี้ยังจะมีคนมานั่งตากยุงอยู่อีกเหรอพี่" "เอ ปกติ ป่านนี้ไม่มีใครนะครับ คนบนคอนโด กลางวันเค้ายังไม่ค่อยจะลงมาเลย ส่วนหอพักนี่ ถึงมีคนยังไม่หลับไม่นอนบ้าง แต่เค้าก็แค่เดินผ่านนะครับ ดึกป่านนี้แล้วด้วย" รปภ ตอบผม "แต่เดี๋ยวผมเดินไปดูให้" รปภ หยิบไฟฉายจากในป้อม และเดินส่องไฟไปดู ผมมองตามแสงไฟไปจนถึงบนสะพาน สักพัก รปภ ก็เดินกลับลงมา "ไม่มีใครนะครับ ผมส่องหาลงไปฝั่งโน้น ก็ไม่มีคน คุณตาฝาดรึปล่าวครับ รึไม่...

มาดริปกาแฟกัน

หลายคนคงเคยเห็นการชงกาแฟกริปกันมาบ้างแล้ว หรืออาจติดใจในรสชาตเบาๆ มีรสและกลิ่นอมเปรี้ยว ดื่มแล้วชุ่มคอ ไม่ขมเข้มเหมือนกาแฟหนักๆ บางชนิด วันนี้ เรามาลองสร้างเมนูกาแฟยอดฮิตกันครับ ผมจะแนะนำวิธีคร่าวๆ แบบไม่ลงรายละเอียดระดับมืออาชีพ เอาแค่ให้คุณสามารถนำไปทำดื่มเองได้ สนุกกับมัน เรียนรู้วิธีการ และนำไปขยายไปในทิศทางที่คุณชอบได้ การดริป คือการชงกาแฟรูปแบบหนึ่ง ที่สามารถสร้างกาแฟแบบที่คุณสามารถทำได้เอง ไม่ต้องง้อไฟฟ้า และยังเคลื่อนย้ายได้สะดวก และให้รสชาตกาแฟที่แตกต่างออกไป การทำงานหลักๆ ของกาแฟดริปคือ การหยดน้ำร้อน ให้ไหลผ่านผงกาแฟ และสกัดเอาสารกาแฟออกมาผ่านอุณหภูมิความร้อนของน้ำ ผ่านการไหลรินของน้ำผ่านผิวขิงผงกาแฟ ผ่านการกรอง จนได้ออกมาเป็นน้ำกาแฟ ที่มีรสชาตอมเปรี้ยว ไม่ขมเข้ม ดื่มชุ่มคอ แตกต่างไปจากกาแฟที่สกัดจากเครื่องชงกาแฟแบบเอสเพรสโซ อุปกรณ์ที่จำเป็น1. เมล็ดกาแฟ โดยปกติ กาแฟดริปมักนิยมใช้เมล็ดคั่วอ่อน ซึ่งจะมีรสผลไม้หลงเหลืออยู่มาก ให้ความเปรี้ยว หวาน ของผลไม้ ไม่ขมเข้มหรือขมไหม้แบบเมล็ดคั่วเข้ม บางครั้ง สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกาแฟรสเข้มๆ อาจขยับมาเป้นเมล็ดคั่วกลางก็ได้2. ที่บดเมล็ดกาแฟ มีหลากหลายรูปแบบและราคาให้เลือก มีทั้งแบบบดด้วยมือหมุนแบบวินเทจ หรือมือหมุนแบบสมัยใหม่ ไปจนถึงที่บดแบบไฟฟ้า3. กาน้ำ ซึ่งเป็นกาน้ำที่มีพวยกาเป็นท่อขนาดเล็ก เพื่อการควบคุมระดับน้ำและทิศทางการรินของน้ำได้โดยสะดวก มีมือจับที่สามารถประคองกาได้โดยไม่ร้อน และยกเอียงเพื่อรินน้ำได้โดยสะดวก4. น้ำร้อน อุณหภูมิสำหรับการดริป...

เรื่องสั้น…มาก

เรื่องที่ 1. ผมพึ่งวางหูโทรศัพท์ลง พ่อโทรมาจากหาดใหญ่ว่า น้องชายผมกำลังจะเสียชีวิต ให้ผมซื้อตั๋วเครื่องบินบินกลับไปดูใจน้องพรุ่งนี้เช้า ผมทำอะไรไม่ถูก เพราะพ่อผมตายไป 40 ปีแล้ว และผมไม่เคยมีน้องชาย ///////////////////////////////////// เรื่องที่ 2. หญิงสูงวัยบ้านเยื้องกันเดินมาหาผมที่บ้านพร้อมสามี และบอกความประสงค์ว่า สามีของเธอเป็นผู้รับเหมา ได้ยินว่าท่อน้ำหลังบ้านผมรั่ว ผมเลยชี้ให้สามีของเธอเดินเข้าไปทางหลังบ้านเพื่อดูอาการ ส่วนหญิงสูงวัยชวนผมพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยบริเวณหน้ารั้วบ้าน สามีเธอหายไปหลังบ้านนานและไม่เดินออกมาอีก จนหญิงสูงวัยขอตัวกลับบ้าน ผมจึงนึกขึ้นได้ เมื่อ 5-6 ปีก่อน รถอาสากู้ภัยนำศพของสามีเธอไปส่ง ร.พ มานี่นา แล้วคนที่หายไปหลังบ้านของผมล่ะ? ///////////////////////////////////// เรื่องที่ 3. เด็กชายบ้านตรงข้ามผมมักวิ่งเล่นและส่งเสียงดังทุกเย็นจนผมรำคาญ ผมจึงมักไม่ค่อยอยู่บ้านตอนเย็นนัก แต่ก็แปลกใจที่อาทิตย์ก่อนผมขับรถกลับมาบ้าน หลังจากถอยรถเข้าที่จอดหน้าบ้าน ผมกลับไม่ได้ยินเสียงเด็กคนนั้นอีกจนถึงวันนี้ เด็กคนนั้นหายตัวไปจากบ้านโดยไม่มีใครรู้ ผมแอบดีใจลึกๆ เพราะจะได้อยู่บ้านอย่างสบายหูเสียที จนถึงเวลานี้ ผมได้ยินเสียงหัวเราะแหลมเล็กของเขาดังมาจากใต้ท้องรถ ///////////////////////////////////// เรื่องที่ 4. ทุกเช้าบริเวณแยกไฟแดง ผมจะเห็นเด็กชายวัย 5-6 ขวบขายพวงมาลัย ผมจึงคอยหาซื้อขนมติดรถเอาไว้ เมื่อใดที่รถติดไฟแดงและเห็นเขาอยู่แถวนั้น จะกวักมือเรียกมาเอาขนมไปกินอยู่บ่อยๆ จนกลายเป็นหน้าที่ที่ผมจะต้องมีขนมไว้ในรถไปแล้ว จนอาทิตย์ก่อน ผมไม่เห็นเด็กชายคนนั้นหลายวันติดกัน จึงถามเด็กคนอื่นๆ ที่ขายพวงมาลัยอยู่ด้วยกัน จึงได้รับคำตอบว่า เขาโดนรถชนตาย ผมหันมองหลังรถ มีขนมเหลืออยู่อีกหลายชิ้น แต่เด็กคนนั้นตายไปแล้ว ผมเลยเอาห่อขนมทั้งหมด ส่งให้เด็กที่แจ้งข่าวกับผมไป ผมกลับมาถึงบ้านเวลาประมาณทุ่มเศษ นั่งดูทีวีและนึกถึงเด็กชาย เขายังเด็กมากเกินไปที่จะให้ออกมาเสี่ยงชีวิตอยู่บนถนน และผมก็เหลือบไปเห็นเงาดำๆ...

เรื่องสั้น (มาก) “ไทม์แมชชีน”

เรื่องที่ 1. ตัวคุณในวัย 90 ปี นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลามาหาคุณ และบอกคุณว่า คุณคือคนแรกและคนเดียวที่สร้างไทม์แมชชีนได้สำเร็จ เพราะเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงและแปลกประหลาด คุณเลยตัดสินใจที่จะฆ่าตัวคุณในวัย 90 และยึดไทม์แมชชีนอันนั้นมา คุณเลยกลายเป็นผู้สร้างไทม์แมชชีนเครื่องแรกและเครื่องเดียวในโลก ................................................................................ เรื่องที่ 2. ชายหนุ่มนั่งไทม์แมชชีนกลับไปในอดีตก่อนเขาเกิดประมาณ 4-5 ปี และพบรักกับหญิงสาวในยุคนั้น จึงแต่งงานอยู่กินกับหญิงสาว จนหญิงสาวตั้งท้อง และหมอดูบอกให้หญิงสาวเปลี่ยนชื่อ นามสกุล เป็นชื่อและนามสกุลเดียวกับแแม่ของชายหนุ่ม และคลอดลูกออกมาในวันเดียวกับเวลาที่ชายหนุ่มเกิด ชายหนุ่มนึกถึงพ่อของตัวเองที่ยังอยู่กับแม่ในโลกปัจจุบัน ................................................................................ เรื่องที่ 3. หญิงสาวนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไป และพบชายหนุ่มในฝันที่เธอไม่รู้ชื่อ เธอจึงพยายามแย่งเขามาจากแฟนสาวจนสำเร็จ ด้วยการฆ่าแฟนสาวของเขา หลังจากนั้น หญิงสาวจึงรู้ว่าชายหนุ่มคือพ่อของตัวเอง และแฟนสาวของเขาคือแม่ ................................................................................ เรื่องที่ 4. ชายหนุ่มเกิดมาในครอบครัวที่ลำบาก มีชีวิตแร้นแค้นมาตั้งแต่เด็ก พ่อเป็นชายพิการ เขาจึงตัดสินใจทำงานอย่างหนักเพื่อเก็บหอมรอมริบ จนสามารถเก็บเงินซื้อทองคำมาจำนวนมากพอที่จะเรียกว่าร่ำรวยได้ เขาจึงนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาไปในสมัยแม่ยังสาว เพราะช่วงเวลานั้นทองคำขายได้ราคาสูงที่สุด เพื่อนำทองคำทั้งหมดนั้นไปให้แม่ของเขาในวัยสาว แม่กลายเป็นหญิงสาวที่ร่ำรวย และไม่มองชายพิการผู้มาจีบแม้แต่หางตา และได้แต่งงานกับเศรษฐีหุ้นคนนึง และหลังจากนั้น คนทั้งคู่ก็ล้มละลายจากการค้าหุ้น ส่วนชายพิการหลังจากถูกหญิงสาวเมิน เขาก็มุมานะทำงานจนร่ำรวย แต่ไม่เคยมองผู้หญิงคนไหน และไม่มีภรรยาจนชั่วชีวิต เพราะยังรักแม่ของชายหนุ่มอยู่ ................................................................................ เรื่องที่ 5. เด็กชายทำหุ่นยนต์ตัวโปรดหาย หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เขาเสียดายมันมาก เพราะเป็นของเล่นที่มีเพียงชิ้นเดียว เขาจดจำเรื่องนี้ได้จนโตเป็นผู้ใหญ่...

ชวนดูซีรี่ย์ Start-Up

“ถ้าวันไหนประสบความสำเร็จ ไม่ต้องติดต่อมา แต่ถ้าหากวันไหนเดือดร้อน เจ็บป่วย ค่อยติดต่อมา” ประโยคคำพูดของคุณย่าที่พูดกับฮันจีพยอง ในวันที่เด็กชายกำลังก้าวขาออกจากกระบะทราย กลายเป็นความหมายและโครงสร้างของเรื่องราวทั้งหมดในเรื่อง จุดเริ่มต้น เริ่มเพียงเพราะในยามวัยเด็กของซอดัลมี ต้องหกล้มพลาดท่าจากการเล่นในสนามเด็กเล่น คุณพ่อจึงเอาทรายมาปูพื้นไว้ให้ เพื่อรองรับการล้มจากชิงช้าของลูก ไม่ให้ต้องบาดเจ็บหากพลาดท่า จนกลายมาเป็นที่มาจุดเริ่มต้นของเรื่อง และเรื่องราวในระยะกลาง และแตกขยายออกไป เด็กหญิง 2 คน ที่มาจากครอบครัวคนชั้นกลาง ที่ต้องปากกัดตีนถีบเพื่อให้ได้ก้าวขึ้นสู่เป้าหมายสูงสุดด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งน่าจะเป็นพ้องต้องกันทั้งครอบครัว ต่างกันแค่ ทั้ง 4 คน กลับเลือกวิธีการที่แตกต่างกันไป เพื่อให้ได้ไปถึงเป้าหมายนั้น และที่แน่ๆ แม้จะเป็นเป้าหมายเหมือนกัน แต่กลับไม่ใช่เป้าหมายร่วมกัน สิ่งสำคัญของสังคมเล็กๆ เช่นนี้ คือเป้าหมายหรือความฝันเพื่อวันที่ดีกว่าในวันข้างหน้า และหากในสังคมเล็กๆ นั้น ทุกคนต่างมีเป้าหมายเดียวกันและร่วมกัน มันก็จะเป็นโอกาสให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น นี่คือสิ่งที่หนังพยายามจะบอกเรามา ผมดูตอนจบของซีรีย์นี้ไปเมื่อวาน ก็พบว่า ผู้ที่เป็นผู้มีอิทธิพลที่สุดในหนังเรื่องนี้ กลับกลายเป็นย่า แม้ว่าความจริง คุณย่าจะเป็นเพียงผู้วิ่งไม้ 2 ผู้รับไม้ต่อมาอีกทีนึง ซึ่งเป็นผู้ผลักดันทั้งทางตรงและทางอ้อมจนเกิดเป็นเรื่องราวทั้งหมดได้ แม้กระทั่งเป็นผู้สร้างเป้าหมายร่วมได้อย่างน่าประหลาดใจ และถึงกับทำให้เราน้ำตาตกได้ ผมชื่นชมซีรีย์เกาหลีอยู่หลายอย่าง เช่น หลายเรื่องที่ได้ดู ไม่ว่าจะเป็นซีรี่น์อิงประวัติศาสตร์, เรื่องตลกขำขัน, บู้ แอคชั่น แต่ผู้ทำ มักสอดแทรกเรื่องราวของความรักไว้ได้อย่างแนบเนียนเสมอ...

เตรียมตัวเที่ยวทั่วไทย 77 จังหวัด หลังปลอดภัยจากโควิดกัน

หลายคนฝันถึงที่เที่ยวไว้หลายแหล่ง หลังจากมีมาตรการจากรัฐให้กักตัวเองอยู่บ้าน รวมทั้งการออกเดินทางไปไหนไม่ได้มาหลายเดือน จนถึงเวลานี้ หลายๆ มาตรการล็อคดาวน์เริ่มผ่อนคลายลง แต่ยังไม่หมดเสียทีเดียว หลายที่ก็เปิดให้บริการกันแล้ว ผมเลยนำโพสต์แหล่งท่องเที่ยวมาแชร์กันอีกครั้งครับ หลายที่น่าจะเที่ยวกันได้แล้ว หรือไม่ ก็อดใจรออีกนิด ให้สะดวกปลอดภัยจริงๆ แล้วตามเก็บให้หมดเลยก็ได้ คงไม่มีใครห้ามครับ สิ่งสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้หลังหมดโควิด ผมคาดว่า การท่องเที่ยวน่าจะสำคัญเป็นอันดับต้นๆ คงจำเป็นที่เราจะต้องช่วยเหลือ ด้วยการเที่ยวซะให้ครบนะครับ ^^ ผมเคยแชร์มาจากเฟสบุคมาครับ จากโพสต์นี้ https://www.facebook.com/dibbyhand/posts/593600951451932 อันนี้เลยมาลงเป็นของเวปเองเลย ไฟล์เป็นรูปภาพนะครับ อาจรวบรวมได้ไม่ครบถ้วนนัก เท่าที่พอหาได้ครับ แวะเยี่ยมชม 2 เพจของผมได้นะครับ ที่ https://www.facebook.com/dibbyhand/ และ https://www.facebook.com/we.are.the.choice.you.can.choose/ ครับ

น้องชายของผม 3 (ตอนจบ)

ผมคบหากับเธอคนนั้นโดยน้องแทบไม่รู้เรื่อง มารู้อีกทีก็เมื่อเราเป็นแฟนกันแล้ว ดูเหมือนเขาจะงอนๆ ผมอยู่บ้าง แต่ก็คอยไต่ถามถึงเธออยู่บ่อยๆ เมื่อเราได้กลับบ้านน้ามาเจอกัน ผมก็เล่าให้เค้าฟังแทบทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง แต่ 2 คนไม่มีโอกาสได้มาเจอกัน เวลานั้น ผมเริ่มรู้สึกว่า ความรักมันควรเป็นเรื่องส่วนตัวของผม มากกว่าที่จะให้ใครเข้ามาแนะแนวโดยไม่จำเป็น ผมเลยไม่พยายามให้คนทั้งคู่ได้มาเจอกัน แต่ผมก็ไม่ถึงกับปิดอะไรไว้เป็นความลับ เล่าเท่าที่รู้สึกว่าควรจะเล่า และเป็นการเล่าที่ไม่ใช่การปรึกษาอีกต่อไป ผมรู้สึกว่า ผมควรจะดูแลความรักด้วยความคิดและความรู้สึกของผมเอง มากกว่าจะฟังแนวทางจากใคร เธอเคยเล่าว่า ครั้งนึง เมื่อยังไม่ได้เริ่มพูดคุยกัน เธอเคยมองมาที่ผมขณะผมโดนพี่ว๊ากเล่นงานอยู่หน้าสแตนเชียร์ และมองเห็นอะไรบางอย่างจากผู้ชายคนนั้น แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรต่อไปมาก ความจริง หลังจากเวลานั้น ผมเองก็เริ่มรู้สึกถึงการมีตัวตนในบางด้านของตัวเอง มีคนรู้จัก มีคนทักทาย จนผมรู้สึกตัวเองขึ้นมาบ้างในบางทีว่า ผมก็ไม่ใช่แค่เด็กไม่เอาไหนที่โลกไม่อยากจำนี่นา ผมเล่าเรื่องที่บ้านของผมให้เธอคนนั้นฟังบ่อยๆ ทั้งแม่ พี่ชาย พี่สาว น้องชาย ไปจนถึงน้าสาวที่ผมเคยอาศัยอยู่ด้วย แม้กระทั่งน้าชายอีกคนและครอบครัว จนเธอแทบจะรู้จักคนที่บ้านผมพอ แม้จะยังไม่เคยเจอกัน เธอเป็นคนเรียนเก่ง อย่างน้อยที่สุด ก็เคยทำให้ผมได้เกรด C ในการสอบวิชาภาษาอังกฤษตัวแรกในชีวิต ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ดีที่สุดก็แค่ D หรือไม่ก็ตก แม้เราจะเรียนคณะเดียวกัน แต่ต่างภาควิชากัน แต่เราก็คอยช่วยเหลือกันอยู่บ่อยๆ ในเรื่องต่างๆ...

น้องชายของผม 2

ผมขึ้นเรียนชั้น ม.1-3 ในโรงเรียนที่ถือว่าสอบเข้ายากที่สุดในหาดใหญ่แบบเหมือนจะฟลุค เสียค่าเรียนพิเศษไปหลายที่ แม่บอกว่า ที่จริง ผมเป็นเด็กหัวดีคนนึง แต่มีปัญหาหลายอย่าง (ผมออกจะมั่นใจว่า น่าจะแค่ปัญหาขี้เกียจเรียนอย่างเดียว) เลยทำให้ผมเรียนได้คะแนนไม่ดีนัก ขณะที่ขึ้นชั้น ม.3 น้องชายผมก็สอบได้และเข้าเรียนชั้น ม.1 ในโรงเรียนเดียวกัน แต่ที่บ้านไม่ยักกะตื่นเต้นเท่าตอนที่รู้ว่าผมสอบได้ คงเป็นเพราะดูเหมือนผมน่าจะไม่มีปัญญาสอบได้ตั้งแต่แรกแล้วมั๊ง ทุกคนเลยออกจะดีใจ เมื่อผมสอบเข้าได้ ผมไปโรงเรียนกับน้องทุกวัน โดยขึ้นรถตุ๊กๆ เจ้าประจำไปโรงเรียนทุกวัน (รถตุ๊กๆ แบบซูบารุ มีที่นั่ง 2 แถว และรับคนขึ้นได้เรื่อยๆ ในเส้นทางเดียวกันเหมือนรถ 2 แถว) รถตุ๊กๆ คันนี้บ้านอยู่ไกล้ๆ กับบ้านผม ผมเป็นลูกค้าคนแรกของเขาเสมอ ด้วยเหตุนี้กระมัง เขาเลยเก็บตังค์ผมแค่ครั้งละ 2 บาท (เท่ากับแค่ 1 คน) ไม่เคยเก็บของน้องชายผมเลย เลยกลายเป็นเจ้าประจำกันทุกเช้า เมื่อเป็นนักเรียนในโรงเรียนที่มีการแข่งขันกันสูง และการเป็นเด็กขี้เกียจอย่างผม แม่เลยบังคับให้ผมเรียนพิเศษทุกเย็น และแยกกันกลับบ้านกับน้อง ซึ่งไม่ต้องเรียนพิเศษอะไร ตกเย็น เราจึงไม่ต้องรอกัน เลิกเรียนแล้ว ผมเดินออกประตูโรงเรียนเดินข้ามถนนไป เดินลัดเลาะซอยไป 2-3...

น้องชายของผม 1

ผมมีน้องชายคนนึง เราอายุห่างกัน 2 ปี ผมสนิทกับเค้ามาก ถือว่า เป็นพี่น้องที่ผมรักเค้ามากที่สุดก็ว่าได้ แต่เจ้าน้องชายมันจะคิดกับผมเหมือนพี่อีก 2 คนรึปล่าว ผมก็ไม่แน่ใจ เราไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ โดยผมมักอาสาเป็นคนขับรถให้ตั้งแต่เรายังเด็ก ผมขี่จักรยาน ให้น้องซ้อนหลังมาด้วยเสมอ และไปไหนมาไหนตามความต้องการของเขามาตลอด จนโตพอจะขี่มอเตอร์ไซด์ ผมก็ยังคงทำเช่นนั้น น้องชายผมชอบกินไก่ทอด (ไก่ทอดหาดใหญ่เจ้าดัง) ผมก็มักพาน้องไป แม้ตัวเองจะไม่ค่อยชอบความเค็มของไก่ทอด และไม่ชอบหอมหรือกระเทียมเจียวที่ไว้โรยหน้าก็ตาม น้องมักล้อผมบ่อยๆ ว่า ผมเป็นคนขี้ลืม ไม่ก็บอกว่าสติผมฟั่นเฟือน แต่ผมรักน้องคนนี้มาก ไม่เคยถือโกรธอะไร และรู้สึกตามที่เขาว่า มีบ่อยครั้งที่ผมมักลืม เช่นบางครั้ง ตั้งใจจะไปร้านนี้ เพื่อซื้อของในร้าน แต่ไปถึงร้านแล้วก็ลืมว่าจะซื้ออะไร จนกลับมาบ้านแล้วก็ยังไม่รู้ว่าออกไปทำอะไรมา แม่เคยพาผมไปหาหมอตั้งแต่ยังเด็ก ผมจำวิธีการตรวจไม่ได้แล้ว แต่ผลการตรวจ หมอไม่ยักจะบอกผม กลับไปบอกแม่คนเดียว เราเติบโตกันมาในจังหวัดพัทลุง วัยเด็ก ช่วงประมาณ ป.1 หรือ ป.2 ผมมักเดินไปโรงเรียนเอง เพราะบ้านกับโรงเรียนไม่ไกลกันนัก และโรงเรียน เป็นที่เล่นของเด็กๆ ในหมู่บ้านในวันหยุด ผมเคยไปกับพี่ๆ ผมบ่อยๆ เลยสามารถเดินไปเองได้ แม้พ่อจะเป็นครูสอนอยู่ที่นั่น ผมก็ไม่เคยนั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์พ่อไปโรงเรียน ถ้าไม่จำเป็น...