เรื่องสั้น…มาก

เรื่องสั้น…มาก

เรื่องที่ 1.

ผมพึ่งวางหูโทรศัพท์ลง พ่อโทรมาจากหาดใหญ่ว่า น้องชายผมกำลังจะเสียชีวิต ให้ผมซื้อตั๋วเครื่องบินบินกลับไปดูใจน้องพรุ่งนี้เช้า

ผมทำอะไรไม่ถูก เพราะพ่อผมตายไป 40 ปีแล้ว และผมไม่เคยมีน้องชาย

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 2.

หญิงสูงวัยบ้านเยื้องกันเดินมาหาผมที่บ้านพร้อมสามี และบอกความประสงค์ว่า สามีของเธอเป็นผู้รับเหมา ได้ยินว่าท่อน้ำหลังบ้านผมรั่ว ผมเลยชี้ให้สามีของเธอเดินเข้าไปทางหลังบ้านเพื่อดูอาการ ส่วนหญิงสูงวัยชวนผมพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยบริเวณหน้ารั้วบ้าน สามีเธอหายไปหลังบ้านนานและไม่เดินออกมาอีก จนหญิงสูงวัยขอตัวกลับบ้าน ผมจึงนึกขึ้นได้

เมื่อ 5-6 ปีก่อน รถอาสากู้ภัยนำศพของสามีเธอไปส่ง ร.พ มานี่นา แล้วคนที่หายไปหลังบ้านของผมล่ะ?

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 3.

เด็กชายบ้านตรงข้ามผมมักวิ่งเล่นและส่งเสียงดังทุกเย็นจนผมรำคาญ ผมจึงมักไม่ค่อยอยู่บ้านตอนเย็นนัก แต่ก็แปลกใจที่อาทิตย์ก่อนผมขับรถกลับมาบ้าน หลังจากถอยรถเข้าที่จอดหน้าบ้าน ผมกลับไม่ได้ยินเสียงเด็กคนนั้นอีกจนถึงวันนี้ เด็กคนนั้นหายตัวไปจากบ้านโดยไม่มีใครรู้ ผมแอบดีใจลึกๆ เพราะจะได้อยู่บ้านอย่างสบายหูเสียที จนถึงเวลานี้

ผมได้ยินเสียงหัวเราะแหลมเล็กของเขาดังมาจากใต้ท้องรถ

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 4.

ทุกเช้าบริเวณแยกไฟแดง ผมจะเห็นเด็กชายวัย 5-6 ขวบขายพวงมาลัย ผมจึงคอยหาซื้อขนมติดรถเอาไว้ เมื่อใดที่รถติดไฟแดงและเห็นเขาอยู่แถวนั้น จะกวักมือเรียกมาเอาขนมไปกินอยู่บ่อยๆ จนกลายเป็นหน้าที่ที่ผมจะต้องมีขนมไว้ในรถไปแล้ว จนอาทิตย์ก่อน ผมไม่เห็นเด็กชายคนนั้นหลายวันติดกัน จึงถามเด็กคนอื่นๆ ที่ขายพวงมาลัยอยู่ด้วยกัน จึงได้รับคำตอบว่า เขาโดนรถชนตาย

ผมหันมองหลังรถ มีขนมเหลืออยู่อีกหลายชิ้น แต่เด็กคนนั้นตายไปแล้ว ผมเลยเอาห่อขนมทั้งหมด ส่งให้เด็กที่แจ้งข่าวกับผมไป

ผมกลับมาถึงบ้านเวลาประมาณทุ่มเศษ นั่งดูทีวีและนึกถึงเด็กชาย เขายังเด็กมากเกินไปที่จะให้ออกมาเสี่ยงชีวิตอยู่บนถนน และผมก็เหลือบไปเห็นเงาดำๆ อยู่ข้างๆ รถผมผ่านกระจกหน้าต่างบ้าน จึงเดินออกไปดู เด็กชายเอามือป้องตาแนบใบหน้ากับกระจกรถด้านหลัง และหันมาพูดกับผม “ลุงเอาขนมให้ไอ้โก้ไปหมด แล้วพรุ่งนี้หนูจะกินอะไรล่ะ”

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 5.

ผมตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะได้ยินเสียงเพื่อนบ้านทางขวาทะเลาะกัน ผมลุกขึ้นไปเคาะฝาผนังฝั่งนั้น เพื่อเตือนให้พวกเขารู้ว่า มันเป็นการรบกวนในยามดึกของเพื่อนบ้านที่มีผนังบ้านติดกัน แต่นึกขึ้นได้ว่า บ้านผมเป็นบ้านหลังริม และห้องนอนผมอยู่ชั้น 3 ทำให้ผมสะดุ้งตกใจตื่น มันเป็นเพียงความฝันเท่านั้น ผมค่อยๆ เคลิ้มใกล้จะหลับอีกครั้ง ก็ต้องสะดุ้งตื่น เพราะได้ยินเสียงทะเลาะกันของหญิงชายฝั่งขวาของห้องเหมือนในความฝัน ผมตกใจที่ฝันกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาได้ พอได้สติ ผมรีบวิ่งลงมาชั้นล่าง และวิ่งออกไปดูด้านข้างบ้าน ก็ไม่พบอะไร

ผมหวาดกลัวจนไม่กล้าขึ้นไปนอนชั้น 3 เลยนอนเอนตัวและเปิดทีวีให้มีเสียงดังเป็นเพื่อน ภาพปีศาจลอยตัวมาหลอนนางเอกจากหน้าต่างห้องชั้น 3 ในซีรี่ย์ก็ยิ่งทำให้ผมหวาดกลัวมากขึ้น เสียงทะเลาะกันด้านบนดังแว่วมาให้ได้ยินอีกครั้ง ผมวิ่งไปเปิดไฟทั่วบ้าน และเปิดเสียงทีวีให้กลบเสียงทะเลาะนั้นไปเสีย แต่กลายเป็นว่า เสียงนั้นดังชัดขึ้น เหมือนต้นเสียงมาจากห้องของผมที่ชั้น 3

ผมได้ยินเสียงเปิดประตูดังเอี๊ยดยาวๆ มันใช่ประตูห้องผมแน่ๆ เพราะบานพับประตูผมเสียมาหลายวัน เปิดปิดทุกครั้งจะดังแบบนั้น และเสียงปิดประตูแบบกระแทกดังๆ มันชัดเจนมาก มันคือเสียงจากห้องผมแน่ๆ ผมได้ยินเสียงฝีเท้าเดินลงบันไดลงมาช้าๆ แบบกระแทกส้น เส้นผมบนหัวของผมเหมือนจะตั้งชี้ ผมฟังให้แน่ใจจนไดยินเสียงเดินมาถึงบันไดชั้น 2 จึงรีบวิ่งไปที่ประตูบ้าน และวิ่งออกไป

หันกลับมามอง บ้านทุกหลังปิดไฟนอนกันเงียบสนิท มีแค่ไฟหน้าบ้าน หรือบริเวณประตูรั้วของแต่ละบ้านที่เปิดอยู่ ผมมองผ่านหน้าต่างเข้าไปในบ้าน ก็ไม่พบอะไรเคลื่อนไหว เหมือนกับโลกทั้งโลกนี้หยุดนิ่งสงบกันหมด เหลือแต่ผมอยู่คนเดียวที่ยังตื่นอยู่หน้าบ้านตัวเอง

ผมตกใจตื่นขึ้นมาอีกครั้งบนเตียงนอน นี่ผมฝันซ้อนฝันหรอกหรือนี่ ทำไมถึงได้น่ากลัวขนาดนี้ ตั้งแต่ใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้คนเดียว ผมก็ไม่เคยเจอเรื่องน่ากลัวขนาดนี้ที่บ้านมาก่อน แต่ก็นั่นแหละ นี่เป็นเพียงความฝันของผมเท่านั้นเอง ผมหยัดตัวขึ้นมานั่ง เพื่อรอให้หายใจสั่น และจะได้นอนต่อ เสียงเคาะบานประตูระเบียงห้องนอนของผมก็ดังขึ้น

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 6.

น้องชายผมถือวิสาสะเดินเข้ามาในห้อง และปลุกผมเพื่อไปทำงาน และบอกว่า ข้าวเช้าวางรอผมลงไปกินในครัวจนเย็นหมดแล้ว และเดินออกไป

ผมงัวเงียตื่นขึ้นและนึกโกรธ วันนี้วันอาทิตย์ และนึกขึ้นได้ว่าผมอยู่คอนโดฯ และไม่มีครัว และที่สำคัญตามเรื่องที่ 1 ผมไม่มีน้องชาย

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 7. (ต่อจากเรื่อง 5)

ผมเริ่มเชื่อว่า ข้างบ้านผมมีผีจริงๆ สอบถามจากเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านจึงให้เบอร์เจ้าอาวาสวัดแห่งนึงในจังหวัดไกล้ๆ มา ผมโทรไปหาท่าน ท่านบอกว่า น่าจะเป็นผีจริงๆ ผมจึงขอนิมนต์ท่านมาปัดรังควาญและไล่ผีให้ เมื่อสอบถามไป ท่านบอกพรุ่งนี้ท่านว่าง เดี๋ยวจะให้คนขับรถมาส่งเอง เพราะคนขับรถมีธุระในกรุงเทพพอดี

สายๆ วันรุ่งขึ้น ท่านก็มาถึงตามพิกัดที่ผมให้ไว้ คนขับรถขอตัวกลับไปทำธุระ ผมรับรองว่าจะไปส่งท่านเองที่วัดหลังจากเสร็จธุระ จนท่านทำพิธีเสร็จ ผมถวายเพลให้ท่านฉันที่บ้านผมก่อนจนเรียบร้อย ท่านประพรมน้ำมนต์ให้จนทั่วบ้าน เราจึงออกเดินทางไปส่งท่านที่วัด

ท่านบอกให้เข้าวัดทางประตูข้างเพราะไกล้กุฏิท่านมากกว่า ตั้งใจจะถวายปัจจัยให้แต่ท่านไม่รับ เราสนทนากันอีกพักนึง จนผมสบายใจและมั่นใจว่า จะไม่กลับไปเจอผีหลอกแล้วแน่ๆ จึงกราบลาท่านกลับ ก่อนถึงประตูวัด ผ่านศาลา มีงานศพที่จัดค่อนข้างดูมีพิธีรีตรอง มีพระเป็นจำนวนมากน่าจะหลักร้อยรูป ผมนึกแปลกใจ วัดเล็กๆ ไม่น่าจะมีพระอยู่เป็นร้อย จึงลงไปสอบถามด้วยความสงสัย

คนในงานแจ้งว่า เจ้าอาวาสรับกิจนิมนต์ และประสบอุบัติเหตุ มรณะไปพร้อมคนขับรถเมื่อ 3 วันก่อน ทุกวัดในจังหวัดจึงมาร่วมสวดศพเพราะท่านเป็นเจ้าอาวาส

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 8.

อาทิตย์ก่อน ผมไปหาเพื่อนคนนึงซึ่งบ้านออกไปทางนอกเมืองเพื่อคุยธุระ ระหว่างกลับ รู้สึกปวดฉี่ และแถวนั้นเต็มไปด้วยเรือกสวน ไม่มีปั๊ม ผมเลยจอดรถไกล้ๆ ป่าละเมาะ และลงไปฉี่

หลังจากเสร็จธุระ ผมถอยรถออกมา รู้สึกเหมือนล้อหลังสะดุดอะไรเข้า เลยลงไปดู ปรากฏว่า ผมถอยไปทับแมวตัวนึงเข้า ดูเหมือนมันจะสิ้นใจไปทันที แมวตัวนี้มีสีแปลกๆ คือสีน้ำตาลเกือบเข้มทั้งตัว แต่บริเวณหูซ้ายกลับมีขนเหลืองทองอยู่หย่อมเดียว ผมอุ้มร่างของมันขึ้นมาเอาวางไว้ข้างทางใต้ต้นชบา และกล่าวขอขมามันไป

กลับมาถึงบ้าน ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก วันรุ่งขึ้นเลยไปทำบุญที่วัด และอุทิศส่วนกุศลไปให้

คืนนั้น ผมนั่งดูทีวีอยู่ในห้องรับแขก ได้ยินเสียงเกามุ้งลวดที่หน้าประตูบ้าน จึงเปิดออกดู ภาพที่เห็นทำให้ผมตกใจ เพราะเป็นเจ้าแมวตัวนั้น ทั้งสีขนและสีของใบหูของมันชัดเจนว่า ไม่ผิดตัวแน่ๆ มันยังไม่ตาย และมาหาผมถึงบ้านได้ยังไง ผมหาน้ำและเปิดปลากระป๋องคลุกข้าวให้มันกิน วางความสงสัยไปก่อน มันรีบกินอย่างตะกละตะกลามเหมือนไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน ผมมองดูด้วยความสงสาร และตกลงใจจะเลี้ยงมันไว้ และตั้งชื่อมันว่าชบา แม้ว่ามันจะเป็นตัวผู้ก็ตาม

ชบาติดผมมาก แปลกไปจากแมวตัวอื่นๆ ที่มักจะไม่เอาคน ผมพยายามเลี้ยงดูมันอย่างดี เพื่อชดใช้ที่เคยทำให้มันเจ็บ จนล่วงเข้าอาทิตย์ที่ 2

ผมต้องขับรถไปหาเพื่อนคนเดิมอีกครั้ง ซึ่งต้องผ่านเส้นทางเดิม ผมจำตำแหน่งตอนนั้นได้ เมื่อถึงบริเวณนั้น ผมถอนคันเร่งลงไปจนรถหยุดตรงต้นชบา

ศพแมวขนสีน้ำตาลเข้ม เน่าจนแห้งยังตั้งอยู่ที่เดิม ผมนึกภาพเจ้าชบาซึ่งยังอยู่ในบ้าน และผมเปิดไฟดวงเล็กๆ ให้มันอยู่ ถ้าศพแมวตัวเดิมที่ผมเหยียบยังอยู่ที่เดิม แล้วเจ้าขบาล่ะ ทำไมขนถึงได้เหมือนกันขนาดนั้น

เก็บความสงสัยไว้ และขับรถเลยไปถึงบ้านเพื่อน ทำธุระและพูดคุยกันเพลินจนผมลืมเจ้าชบาไป จนไกล้ค่ำ ผมจึงขอตัวกลับ

แสงอาทิตย์ยามไกล้ค่ำ มันทำให้ 2 ข้างทางดูวังเวงจนผมนึกกลัว จึงเกยียบคันเร่งเร็วขึ้น จนใกล้ถึงต้นชบา ผมนึกขึ้นได้ เลยแตะเบรค

รถหยุดเลยต้นชบาไปเล็กน้อย ผมจึงถอยรถกลับไปจนแสงไฟหน้ารถผมส่องเห็นต้นชบาได้อย่างชัดเจน แต่ไม่มีศพแมว หรือกระจุกขนที่เมื่อขามา ผมเห็นมีร่วงเป็นหย่อมอยู่ ผมถอยรถไปอีกนิด ให้แสงไฟหน้ารถส่องได้เป็นบริเวณกว้าง และเดินลงจากรถมาดู

หาดูจนทั่วบริเวณ ก็ไม่พบศพแมว จะว่ามีอะไรคาบไปกินก็นึกสงสัย เพราศพเน่าจนแห้งไปแล้ว เมื่อหาไม่เจอ ผมจึงหันหลังเดินขึ้นรถ

แม้จะเห็นลางๆ เพราะความมืด แต่ก็ชัดพอที่ผมจะดูออก เบาะหน้าด้านซ้ายมีสัตว์ตัวใหญ่เหมือนหมาฝรั่งนั่งอยู่ ตัวมันใหญ่จนที่นั่งคับแคบ และส่วนหัวของมันยื่นมาพาดอยู่ตรงแผงคอนโซลรถ

มันขึ้นมาตอนไหน และมันคือตัวอะไร

ผมเปิดไฟฉายของมือถือ เดินเข้าไปไกล้รถขึ้น และส่องไปทางกระจกหน้ารถ จนเห็นขนสีน้ำตาลเข้ม และใบหูสีเหลืองทอง

/////////////////////////////////////

ภาคต่อของเรื่องที่ 2.

ความกลัวในค่ำคืนนั้น ทำให้ผมไม่กล้าแม้แต่จะเดินไปดูหลังบ้าน ภาพจำของคนของมูลนิธิยกเปลศพของหญิงสูงวัยขึ้นรถผุดขึ้นมาในหัว ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่หลังบ้านบ้าง ได้แต่นั่งกลัวอยู่บริเวณห้องรับแขก

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมไปหาพี่สาวท่านนึงไกล้ๆ และเล่าเรื่องให้เธอฟัง เมื่อฟังเรื่องเล่าไม่ทันจบ เธอก็ลุกขึ้นและรีบเดินเข้าบ้านไปโดยยังฟังไม่จบเรื่องดี ผมงงและสงสัยจนเก็บความอยากรู้ไม่อยู่ จึงเดินไปกดกริ่งบ้านหญิงสูงวัย

เธอเปิดประตูออกมา ผมรีบยิงคำถามไป ว่าผมเห็นรถมูลนิธิมารับศพสามีเธอไปแล้ว แล้วคนที่หายไปหลังบ้านผมคือใครกัน

หญิงสูงวัยไม่ตอบ และรีบวิ่งมาที่บ้านผม เปิดประตูบ้าน เดินเข้าไปทางหลังบ้าน และเงียบหายไป

ผมรวบรวมความกล้า อย่างน้อยเวลานี้ก็เป็นกลางวัน ผมเดินมาเปิดประตูหลังบ้าน และชะโงกหัวมองออกไป

สามีของหญิงสูงวัย ขาติดอยู่กับท่อน้ำหลังบ้าน และคงดิ้นรนจนสลบไป ทำให้ผมไม่ได้ยินเสียงอะไร หญิงสูงวัยพยายามดึงขาของเขาขึ้นมาจากท่อ แต่ก็ไม่สำเร็จ ผมทิ้งความสงสัยไว้ก่อน แล้วรีบไปช่วยเธอ จนสำเร็จ สามีของเธอสลบข้ามวันมาจนตอนนี้ ผมเลยแบกร่างของสามีของเธอไปส่งถึงในบ้าน เมื่อจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อย ผมจึงขอตัวเดินกลับมาที่บ้าน

พี่สาวคนนั้นยืนรออยู่ในบริเวณรั้วบ้านผม และถามไถ่กับผม ผมเลยเล่าทุกอย่างให้เธอฟังใหม่อีกรอบ เธอฟังด้วยสีหน้าหวาดกลัว ใบหน้าซีดราวกับคนป่วย และพูดให้ผมฟังว่า ผมคงโดน 2 คนผัวเมียหลอกเข้าแล้วล่ะ เพราะวันนั้น เมื่อเห็นสามีของเธอตาย เธอก็เป็นลมไป และไม่ฟื้นไปด้วยอีกคน ผมฟังด้วยความตกใจ ภาพต่างๆ ผุดขึ้นมาในหัว ผมยังเคยเห็นหญิงสูงวัยออกมาพูดคุยกันกับเพื่อนบ้านตอนเย็นๆ อยู่บ่อยๆ มันเป็นไปไม่ได้หรอก ที่เธอจะตายไปแล้ว

พี่สาวท่านนั้นยืนกรานว่า เธอพูดความจริง และขอให้ผมพาไปดูหลังบ้าน เพราะหลังบ้านเธอก็มีท่อน้ำเหมือนกันกับบ้านผม และมันตื้นมาก ไม่มีทางที่จะมีใครขาติดจนเอาออกไม่ได้ ผมเลยพาเธอไปดู เธอเดินออกไปยืนมองท่อน้ำไกล้ๆ ขณะที่ผมได้ยินเสียงเคาะประตูเรียก

ผมเดินออกไปดู จึงเห็นเป็นหญิงสูงวัยคนนั้นยืนอยู่หน้าประตูบ้าน ผมไม่กล้าเปิดรับ ได้แต่ยืนนิ่งอยู่พักใหญ่

ยังไงก็มีเพื่อนล่ะวะ ผมคิดในใจ จึงเดินไปเรียกพี่สาวคนนั้นมาจากหลังบ้าน เพื่อให้อแกมาเปิดประตูเป็นเพื่อนผม และอย่างน้อย นี่ก็เป็นเวลากลางวัน

ผมเปิดประตูหลังบ้าน และร้องเรียก “พี่… ครับ พี่มาเป็นเพื่อนผมหน่อยครับ”

ไม่มีเสียงตอบรับ ผมจึงเดินออกมาตาม ก็พบว่า หลังบ้านของผมไม่มีใครอยู่ เลย ทั้งที่หลังบ้านผมต่อเติมและกันเหล็กดัดไว้หมด ทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียงตบบานประตูหน้าบ้านพร้อมเสียงเรียก

“คุณโต้ง คุณโต้ง มาเปิดประตูให้พี่หน่อย”

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 9

ผมตกใจตื่นขึ้นมาตอนเช้าเพราะฝันว่า กินน้ำที่เต็มไปด้วยหนอนเข้าไป เมื่อเริ่มตั้งสติได้ จึงหยิบน้ำหัวเตียงขึ้นมาดื่ม และพบหนอนอยู่ในแก้วน้ำแบบยั๊วะเยี๊ยะ….

ผมตกใจตื่นขึ้นมาตอนเช้าเพราะฝันว่า กินน้ำที่เต็มไปด้วยหนอนเข้าไป เมื่อเริ่มตั้งสติได้ จึงหยิบน้ำหัวเตียงขึ้นมาดื่ม และพบหนอนอยู่ในแก้วน้ำแบบยั๊วะเยี๊ยะ….

ผมตกใจตื่นขึ้นมาตอนเช้าเพราะฝันว่า กินน้ำที่เต็มไปด้วยหนอนเข้าไป เมื่อเริ่มตั้งสติได้ จึงหยิบน้ำหัวเตียงขึ้นมาดื่ม และพบหนอนอยู่ในแก้วน้ำแบบยั๊วะเยี๊ยะ….

ผมตกใจตื่นขึ้นมาตอนเช้า…..

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 10

คืนนี้ ภรรยาผมไม่อยู่บ้าน จู่ๆ ไฟก็ดับ ผมมองออกไปนอกบ้าน ก็เห็นบ้านอื่นๆ ไฟติดเป็นปกติ น่าจะเกิดปัญหาขึ้นกับระบบไฟในบ้าน จึงเดินฝ่าความมืดขึ้นไปยังห้องแต่งตัวของภรรยา เพราะรู้ว่าเธอเก็บไฟฉายไว้ไกล้โต๊ะแต่งหน้า

เปิดประตูเข้าไป ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นเงาชายเสื้อขาวอยู่ในนั้น ผมรีบวิ่งลงมาข้างล่าง หรือจะเป็นขโมย หรือผีหลอก ความกลัวและตื่นเต้นอยู่เต็มหัวใจ ตัดสินใจคลำทางไปในครัว และหยิบมีดมาเล่มนึง เป็นไงเป็นกันวะ

เปิดประตูเข้าไป ก็เห็นเงาลางๆ นั่นอีก ผมตัดสินใจพุ่งเข้าหา โดยพุ่งมีดเข้าใส่ก่อน

เสียงกระจกแตกร่วงกราวลงบนพื้น ผมได้รับบาดเจ็บจากกระจกพอสมควร แต่ก็ยันตัวลุกขึ้น ควานหาไฟฉายจนเจอ

ที่แท้ เป็นกระจกบานใหญ่ที่ภรรยาผมพึ่งจะสั่งซื้อมานี่เอง เป็นบานใหญ่ซึ่งสามารถมองเห็นได้เต็มตัว ชายเสื้อขาวที่ผมเห็น เป็นเพียงเงาของตัวเองเท่านั้น

ผมส่องไฟฉายเดินกลับลงมาอย่างหัวเสีย แก้ไขไฟจนติดเรียบร้อย ทำแผลตัวเอง แล้วจึงหยิบไม้กวาดกับที่โกยผงไปจัดการเศษกระจกบนห้องแต่งตัว

เปิดประตูเข้าไปและเปิดไฟ ชายเสื้อขาวในห้องจึงร้องถาม “เป็นไง เจ็บมากมั๊ย?”

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 11

คืนนี้ ภรรยาผมไม่อยู่บ้าน จู่ๆ ไฟก็ดับ ผมมองออกไปนอกบ้าน ก็เห็นบ้านอื่นๆ ไฟติดเป็นปกติ น่าจะเกิดปัญหาขึ้นกับระบบไฟในบ้าน จึงเดินฝ่าความมืดขึ้นไปยังห้องแต่งตัวของภรรยา เพราะรู้ว่าเธอเก็บไฟฉายไว้ไกล้โต๊ะแต่งหน้า

เปิดประตูเข้าไป ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นเงาชายเสื้อขาวอยู่ในนั้น ผมรีบวิ่งลงมาข้างล่าง หรือจะเป็นขโมย หรือผีหลอก ความกลัวและตื่นเต้นอยู่เต็มหัวใจ ตัดสินใจคลำทางไปในครัว และหยิบมีดมาเล่มนึง เป็นไงเป็นกันวะ

เปิดประตูเข้าไป ก็เห็นเงาลางๆ นั่นอีก ผมตัดสินใจพุ่งเข้าหา โดยพุ่งมีดเข้าใส่ก่อน

เสียงกระจกแตกร่วงกราวลงบนพื้น ผมได้รับบาดเจ็บจากกระจกพอสมควร แต่ก็ยันตัวลุกขึ้น ควานหาไฟฉายจนเจอ

ที่แท้ เป็นกระจกบานใหญ่ที่ภรรยาผมพึ่งจะสั่งซื้อมานี่เอง เป็นบานใหญ่ซึ่งสามารถมองเห็นได้เต็มตัว ชายเสื้อขาวที่ผมเห็น เป็นเพียงเงาของตัวเองเท่านั้น

ผมส่องไฟฉายเดินกลับลงมาอย่างหัวเสีย แก้ไขไฟจนติดเรียบร้อย ทำแผลตัวเอง แล้วจึงหยิบไม้กวาดกับที่โกยผงไปจัดการเศษกระจกบนห้องแต่งตัว

เปิดประตูเข้าไปและเปิดไฟ ชายเสื้อขาวในห้องจึงร้องถาม “เป็นไง เจ็บมากมั๊ย?”

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 12

แฟนผมมักคอยทักผมเสมอ ว่าผมขี้ลืมมากขึ้น และเป็นคนย้ำคิดย้ำทำมากขึ้นด้วย ผมฟังแล้วก็รู้สึกโกรธ นั่นมันอาการคนแก่ชัดๆ ผมยังไม่น่าจะแก่ขนาดนั้นมั้ย คนเรา จะมีหลงลืมอะไรกันบ้างก็ไม่เห็นแปลก ใช่ว่าผมจะลืมไปเสียทุกเรื่องนี่นา

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 13

ผมพยายามกลั้นหายใจ และนั่งให้นิ่งที่สุด น้ำหนักตัวผมที่มีไม่น้อย อาจทำให้เกิดเสียงดังขึ้นได้ การหลบซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้าไม่ใช่เรื่องขำขันเหมือนในการ์ตูนอย่างที่คิดมาตลอด จนกระทั่ง สามีของเธอเปิดประตูตู้

ทำทำเหมือนไม่เห็นผม ทั้งที่เปิดมาในฝั่งที่ผมนั่งแบบสามารถเห็นผมได้ทั้งตัว หยิบเสื้อชุดนอนออกไป และปิดประตูกลับเหมือนเดิม

ผมงงและสงสัย ว่าทำไมสามีของเธอถึงทำเหมือนไม่เห็นผม แต่ผมก็ไม่กล้าทำอะไรนัก ได้แต่นึกโกรธตัวเองว่าไม่รู้จักดูอะไรให้ดีเสียก่อน

เสียงคล้องและล็อคกุญแจตู้ดังขึ้น เอา แล้วไง ที่แท้เขาก็ใช้วิธีนี้นี่เอง ผมจึงตบบานประตูตู้ เพื่อให้ผมได้ออกไปเคลียร์กัน

ความจริง เราแค่เจอกันมาจากร้านเหล้า และผมขับรถมาส่งเพราะเธอเมา ผมไม่รู้อะไรมากนัก รู้แค่ตอนประคองตัวเธอขึ้นลิฟท์ไปจนถึงห้อง ผมถือโอกาสลวนลามไปเสียหลายครั้ง และเธอไม่ได้ปัดป้องอะไร จนเราได้มานั่งอยู่บนเตียงนอน เธอนอนนิ่งให้ผมแกะกระดุมเสื้อแบบไม่ขัดขืน จนผมถอดเสื้อผ้าของเธอออกหมดทุกชิ้น และกำลังจะถอดของตัวเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

“ทำแบบนี้อีกแล้ว รู้มั้ยว่ามันลำบากแค่ไหน” เสียงสามีของเธอตะคอกถาม และทั้งคู่ก็ทะเลาะ ตบตีกัน จนผมได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 3 นัด และทุกอย่างก็เงียบลง

ผมพยายามตบประตูตู้, ดันประตู ไปจนถึงถีบประตู แต่ก็ไม่เป็นผล บานประตูทำจากไม้จริงเนื้อหนา ผมไม่สามารถพังประตูตู้ออกไปได้จริงๆ ร้องร้องเรียกให้คนทั้งคูเปิดประตูตู้ให้ แต่ทุกอย่างเงียบสนิท และไฟในห้องก็ถูกปิดลงไป และผมไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกเลย

ผมทั้งตะโกน เตะ ถีบบานประตู แต่ไม่เป็นผล ผมดิ้นรนอยู่หลายชั่วโมง และเหนื่อยหลับไป

ผมตื่นขึ้นมาในเวลาที่มีแสงแดดลอดช่องใต้บานประตูออกมา คงจะสว่างแล้ว เลยรวบรวมกำลัง เพื่อถีบบานประตูตู้อีกครั้ง

บานประตูถูกเปิดออกอย่างง่ายดาย เหมือนไม่ถูกคล้องกุญแจมาก่อน ผ้าปูที่นอนแดงเถือกไปด้วยเลือด เมื่อคนคงมีใครตายไปซักคนแน่ๆ ช่างมัน ผมรีบแต่งตัวและวิ่งลงบันไดออกไป เผื่ออีกคนจะกลับมา ผมไม่อยากมีปัญหาด้วยแล้ว

โทรลางานกับเจ้านาย และตรงกลับบ้าน ภรรยาคงเป็นห่วง เพราะผมไม่ได้กลับ

ไขกุญแจบ้านเข้าไป ก็ไม่พบภรรยา แต่คงอยู่บ้าน เธอไม่ค่อยออกไปไหนนัก หลังจากแต่งงานกับผมและลาออกมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว น่าจะอยู่บนห้อง

ผมเคาะเรียกเธอ เธอบอกว่าให้รอแป้บนึง ห้องยังไม่ค่อยเรียบร้อยนัก เกือบสิบนาที เธอจึงออกมาเปิด

ถามเธออย่างหงุดหงิดว่าทำไมเปิดประตูช้า เธอตอบตะกุกตะกักถึงธุระที่ต้องทำ ผมจึงขึ้นไปเอนหลังบนที่นอน เธอเปิดแอร์เอาไว้ตั้งแต่แรก กำลังเย็นสบาย จนผมเริ่มจะเคลิ้มๆ

ทันใดนั้น ผมก็นึกอะไรบางอย่างได้ ลุกขึ้นจากเตียงมาที่โต๊ะทำงาน หยิบปืนขึ้นมา และเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้า….

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 14

คุณตาข้างบ้านผมพึ่งจะเสียชีวิต แกเป็นคนเชื้อสายจีน เคยเล่าให้ใครฟังว่า เตี่ยของแกข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากเมืองจีน ตัวแกแม้จะเกิดในประเทศไทย แต่ก็ใช้ชีวิตตามเตี่ยแบบจีนเต็มที่ และพูดไทยไม่ชัดเท่าภาษาจีน

เรามักได้ยินแกสีซอเสมอ แม้มีเสียง แต่เราไม่เคยรู้สึกว่าดังรบกวน เพลงซอของแกเพราะและหวาน เหมือนเป็นทำนองเกี้ยวสาว แกเล่นซ้ำๆ อยู่ไม่กี่เพลง และมีเพลงเฉพาะเพลงนึง ที่ต้องเล่นทุกครั้ง ทุกวัน

จนแกเสียชีวิตไป ผมไม่ได้ไปร่วมงาน แต่ก็ฝากซองทำบุญ งานศพแบบไทย คือการตั้งศพไว้ที่วัดและเผา โดยลูกๆ บางคนที่แยกย้ายไปมีครอบครัวกันแล้ว ก็มานอนกันที่บ้านนั้น

คืนแรกหลังจากเผา ผมและเพื่อนบ้านทุกหลังได้ยินเสียงซอเพลงนั้น

หลังจากนั้นทุกคืน ชาวหมู่บ้านจะได้ยินเสียงซอเพลงนั้น ดังเวลาประมาณ 3 ทุ่มทุกคืน จนต้องล้อมวงปรึกษากัน เพราะไม่มีใครกล้าไปสอบถามกับอาม่า ซึ่งเป็นเมียแก

อาม่าอายุน่าจะ 80 กว่า เวลานี้อยู่คนเดียว หลังงานศพ ลูกๆ ไม่มานอนเป็นเพื่อนด้วยซ้ำ และต่างแยกย้ายกันไปตามครอบครัว แกอยู่กับคุณตาแค่ 2 คน ลูกเต้าแวะมาหาบ้าง แต่ไม่บ่อยนัก อาม่าเป็นคนเงียบ เพื่อนบ้านไม่เคยได้สุงสิงกับแก ต่างกับคุณตา ซึ่งมีอัธยาศัยดี ทุกเย็น แกจะออกมานั่งหน้าบ้าน ทักทายคนโน้นคนนี้เป็นประจำ

2 เดือนผ่านไป เรายังได้ยินเสียงซออยู่ทุกคืน เพื่อนบ้านบางคนทนไม่ไหวถึงกับย้ายบ้านหนี แต่ก็ไม่มีใครกล้าไปถามไถ่อาม่าสักคน จนในที่สุด ก็มีหญิงสาวคนนึงในที่ประชุม บอกว่า หนูจะเป็นคนถามอาม่าเอง ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะทุกคนกลัวเสียงซอของคุณตากันมานานแล้ว

หัวค่ำคืนนั้น ผมและเพื่อนบ้านประมาณ 20 กว่าคน เดินตามหญิงสาวไปที่บ้านหลังนั้น และเธอกดกริ่ง

พักใหญ่ หญิงชราเดินมาเปิดประตูช้าๆ ออกมารับ หญิงสาวจึงพูดออกไป ว่าทุกคนได้ยินเสียงซอ มันเกิดอะไรขึ้น

หญิงชราหรืออาม่ายิ้มมุมปาก และขอโทษขอโพย และเล่าให้ทุกคนฟัง

เพลงนั้น เป็นเพลงที่คุณตาใช้เล่นจีบเธอเมื่อแรกพบ คุณตาจึงพยายามเล่นให้เธอฟังมาตลอด และสอนเธอด้วย ดังนั้น หลังจากเสร็จงานศพ เธอจึงเล่นเพลงนั้น เพื่อระลึกถึงคุณตา

เราทุกคนโล่งอก หลังจากรู้ความจริง เมื่ออาม่าบอกว่าจะไม่เล่นแล้ว หากทำให้ทุกคนกลัว ผมและเพื่อนบ้านก็คะยั้นคะยอให้เธอเล่นต่อไป ความจริง มันเป็นเพลงที่เพราะทีเดียว ฝีมืออาม่าในการสีซอก็นับว่าเก่ง ซึ่งหากตัดความกลัวไปแล้ว เราก็คงยินดีฟังเพลงนั้นไปทุกๆ คืนได้

อาม่าขอบอกขอบใจทุกคน เราจึงขอตัวอาม่ากลับบ้านกัน เพราะหมดเรื่องแคลงใจแล้ว โดยที่อาม่า ยังยืนดูเราเดินออกไปจากประตํรั้วบ้านจนครบทุกคน

ทันใดนั้น เสียงซอเพลงนั้นก็ดังขึ้น เราทุกคนหันกลับไปดู ก็ยังเห็นอาม่ายังยืนอยู่ที่เดิม มองมาทางพวกเรา แต่สายตาอาม่ากลับว่างเปล่า เราทุกคนตกตะลึง จนมีใครคนนึงวิ่ง เราทุกคนจึงวิ่งตามกันไป แวบนั้น ผมหันไปมองอาม่า แกค่อยๆ เดินหันหลังกลับเข้าบ้านไปในความมืด

ไม่มีใครกล้าไปหาอาม่าอีก เพราะนึกไม่ออกว่า เหตุใดจึงมีเสียงซอดังขึ้น โดยอาม่าไม่ใช่ผู้เล่น เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ความสงสัยนี้ถูกเก็บงำเอาไว้ และไม่มีใครทำอะไรอีกเลย แม้แต่หญิงสาวคนนั้น

หลายวันผ่านไป เพื่อนบ้านผมมาเรียก เพราะเห็นลูกชายคนนึงของคุณตา มาจอดรถอยู่หน้าบ้าน

เราบอกเล่าเรื่องทั้งหมดให้ลูกชายคุณตาฟัง เขาได้แต่ยืนนิ่ง ไม่ตอบอะไร จนพี่คนนึงในกลุ่มบอกเขาว่า ควรจะนำแม่ หรืออาม่า ไปอยู่ด้วย เพราะทิ้งไว้คนเดียวหากเกิดอะไรขึ้นมันคงอันตราย และพวกเราก็รู้สึกกลัวกันมากแล้ว

ลูกชายเลยเล่าให้ฟัง

แม่ของเขา ตายไปร่วมสี่สิบปีแล้ว ทุกคืน คุณตาเลยเล่นซอเพลงรักนั้น เพื่อแสดงความคิดถึงภรรยา แต่ลูกๆ ก็ไม่เคยเจออาม่า หรือใครเลย มาตลอด 40 ปีมานี้ จนพวกเขาย้ายออกไปมีครอบครัว และคุณตาก็อยู่คนเดียวมาตลอด ตั้งแต่ลูกคนสุดท้ายย้ายออกไป

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 15

ผมอยู่คอนโดร่วมกับคนบ้าครับ

ปกติ ผมอยู่คอนโดนี้มาร่วมสิบปี ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แม้แต่เพื่อนบ้านห้องติดกันก็ไม่เคยรู้จักกันครับ ถ้าคุ้นหน้าหรือเห็นกันบ่อยหน่อย อย่างมากก็พยักหน้าให้กันในลิฟท์ หรือทักหวัดดีกันในร้านสะดวกซื้อใต้คอนโดเท่านั้น

หลังจากว่างมาพักใหญ่ ห้องติดๆ กันก็มีครอยครัวมาอยู่ คู่สามีภรรยาสูงวัย น่าจะไกล้ๆ 60 มีลูกชายวัยประมาณ 30 ต้นๆ รวมทั้งเด็กชายอีกคน น่าจะเป็นลูกของชายหนุ่ม แต่ไม่มีภรรยามาด้วย

ช่วงกลางวัน หญิงสูงวัยอยู่คนเดียว สามีและลูกชายออกไปทำงาน เด็กชายไปโรงเรียน เป็นเวลาที่เธอจะออกอาการ

เธอมักมาเรียกผมให้เข้าไปหาที่ห้องเสมอ แรกๆ ผมก็ไป เพราะไม่รู้ หลังๆ ได้แต่พยายามเลี่ยง ทุกครั้งที่เข้าไปในห้องของเธอ เธอก็มักคอยเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟังทุกอย่าง เรื่องลูกชาย หลานชาย ภรรยาที่เลิกรากันไป สามี และเล่าละเอียดทุกเรื่องจนผมรู้ทุกอย่าง

นั่นเป็นช่วงเริ่ม ยิ่งนานไป เธอมีอาการแปลกๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น เธอมักเดินพูดคนเดียว และไม่ใช่แค่เดินพึมพัม แต่ถึงขั้นพูดคุยเหมือนมีเพื่อนคุยด้วย และดูออกรสทีเดียว

เมื่อเห็นเธอทำเช่นนั้น ผู้พบเห็นก็มักซุบซิบขำกัน ผมจึงคอยช่วยด้วยการเข้าไปพูดคุยกับเธอแทนที่ และทำแบบนั้นเรื่อยมา แต่ก็มีบ้างที่เธอจะแสดงท่าทางเหมือนจะรำคาญผม หรืออาจเป็นได้ว่า ผมเข้าไปแทรกการสนทนาของเธอกับเพื่อนในจินตนาการ

ผมพยายามบอกเรื่องนี้ให้สามีและลูกชายของเธอรู้ แต่เหมือนสองคนจะไม่พอใจนัก พยายามเลี่ยงผม ไม่ร่วมสนทนากับผมแทบทุกครั้งไป จนผมไม่ค่อยอยากไปพูดคุยกับพวกเขานัก แต่ก็ยังช่วยหญิงสูงวัยอยู่ตามโอกาส

เมื่อไม่ได้รับการรักษา ดูเหมือนอาการของเธอจะแย่หนักขึ้น และกลายเป็นความน่ารำคาญของคนในครอบครัวของเธอไป

หลายครั้ง ที่ผมเห็นและได้ยินการทะเลาะกับคนในบ้าน แม้ไม่อยาก แต่ผมก็จำเป็นต้องคอยห้ามปรามเสมอ หลายครั้งที่เธอถุกสามี ลูก และหลานชายทำร้าย ซึ่งหลายครั้ง ผมเองก็ทนไม่ได้ วิ่งเข้าไปดึงเธอออกมาบ้าง หรือรับมือกับความรุนแรงนั้นโดยการสู้กลับไปบ้าง เท่าที่พอจะทำได้ ไม่เช่นนั้นเธอคงแย่กว่านี้

น่าแปลกใจที่ครอบครัวไม่เคยพาเธอไปรักษา ทั้งที่อาการของเธอหนักขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้ง เธอถึงขั้นระแวงว่าจะมีคนทำร้าย และทำให้เธอพกมีดทำครัวติดตัวไปเสมอ ไม่ว่าจะไปไหน เหมือนว่าไว้สำหรับป้องกันตัว และเธอมักชักมีดนั้นออกมาขู่ทุกคนที่เข้าไกล้เธอเสมอ ผมจึงจำเป็นต้องพกมีดเอาไว้ขู่เธอด้วย ถ้าเธอเห็นใครถือมีด เธอกก็จะไม่กล้าควักมีดตัวเองออกมา

ช่วงนึง เธอมักคอยขีดเขียนบนรถยนต์ที่จอดกันในลานจอดรถ แล้วแต่จะหาวัสดุอะไรไกล้มือ ผมต้องคอยเอาผ้ามาเช็ดออกให้ ไม่เช่นนั้นเพื่อนบ้านอาจเดือดร้อนก็ได้

ผมซื้อสีเทียนมาไว้ให้เธอชุดนึง หากเธอคิดขีดเขียนบนรถใคร ผมแค่เดินตามเอาผ้าเช็ดออกให้ก็เรียบร้อย โชคดีที่เธอไม่ดื้อนัก จึกคอยพกสีเทียนใส่ถุงหูหิ้วไปไหนมาไหนด้วยเสมอ

จนวันนึง ผมเห็นหญิงสาววัยประมาณ 30 เดินออกมาจากลิฟท์ และเดินเข้าไปที่ห้องเธอ ผมมั่นใจว่า เธอคงเป็นภรรยาของชายหนุ่มคนลูก จึงเดินเข้าไปหาเธอ และเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟัง

หญิงสาวหน้าตื่น มองผมกลับแบบระแวง แต่ก็รับปากว่าจะดูแลแม่สามีให้

ความจริง หญิงสาวเพียงจำเป็นต้องไปทำงานต่างประเทศระยะหนึ่ง จนครบกำหนด จึงกลับมาบ้าน ดูเหมือนเธอจะยังไม่รู้ว่า ช่วงไม่กี่เดือนที่เธอจากบ้านมานั้น แม่สามีของเธอกำลังสติไม่ดี

ทุกครั้งที่ผมเจอเธอ เรามักหารือกันเรื่องแม่สามีเธอเสมอ แม้ผมจะไม่ใช่ญาติใกล้ชิด แต่ก็น่าจะรู้มากกว่าเธอ หญิงสาวต่างไปจากสามีและพ่อสามี เธอจะร่วมพูดคุยกับผมอย่างสนอกสนใจเสมอ และคอยถามไถ่รายละเอียดทุกอย่างอย่าฃละเอียด และเธอคอยเตือนผมเสมอว่า การพกมีดของผมมันอันตราย ไม่ควรใช้วิธีนี้ในการป้องกันแม่สามี เพราะหากพลาดพลั้ง อาจได้รับบาดเจ็บ

ผมรับปากว่าจะไม่ทำอีก แต่เมื่อนึกถึง ผมก็รู้สึกว่า น่าจะยังจำเป็นต้องพกไว้ เพราะมันช่วยได้จริงๆ

คืนนั้น ประตูลิฟท์กำลังปิด แต่กลับเปิดขึ้นอีกครั้ง หญิงชราเดินเข้ามา ชะโงกดูหมายเลขชั้น ซึ่งผมกดเลข 23 เอาไว้แล้ว

เธอชักมีดจากกระเป็าถืออออกมาชี้ปลายแหลมมาหาผม

ผมรีบหยิบมีดพับออกมาจากกระเป๋ากางเกง กางใบออกมา เพื่อขู่เธอกลับ เหมือนทุกครั้งที่เคยทำ แต่ผลคราวนี้กลับไม่เหมือนทุกครั้ง

เธอเลิกกลัวมีดในมือผมแล้ว และกระหน่ำจ้วงปลายมีดมาใส่ผม ผมพยายามปัดป้อง รวมทั้งใช้มีดในมือไปบ้าง เพื่อลดอารมณ์ที่รุนแรงนั้นลง พร้อมเรียกให้เธอได้สติ แต่เธอยังพยายามแทงมาที่ผม ทำให้การปัดป้องด้วยมีดของผมนั้น สร้างบาดแผลที่แขนเธอไปหลายแผลด้วยกัน

ประตูลิฟท์เปิดออก ถึงชั้น 23 แล้ว ผมรีบวิ่งมาเคาะประตูห้องของเธอ เพื่อเรียกสามีหรือลูกชายให้ออกมาช่วยยั้งเธอ

หญิงสาวเปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ขณะที่สามีของหญิงชรากำลังคุยโทรศัพท์อยู่ในห้อง หญิงสาวพยายามห้ามเราทั้งคู่ให้ลดมีดลง เสียงของเรา 3 คนดังจนห้องอื่นๆ เปิดประตูมาดู

หญิงชรายังพยายามแทงผมด้วยปลายมีด แต่เธอคงเริ่มเหนื่อย ความรุนแรงและความเร็วเริ่มน้อยลง ผมได้แต่คอยหลบและปัดป้องกันตัว และเรียกสติเธอกลับมา

เวลาผ่านไปร่วม 20 นาที ประตูลิฟท์เปิดออกมาอีกครั้ง

ชายชุดชาว 4-5 คนกรูออกมาจากลิฟท์ พร้อมอุปกรณ์ในมือ ผมถอนหายใจโล่งอก หญิงชราเดินถอยหลังไป ผมจึงได้สำรวจร่างกายตัวเองแวบหนึ่ง แต่ไม่พบบาดแผลอะไร ต่างกับหญิงชรา ซึ่งมีบาดแผลหลายแห่งที่แขนและลำตัว

ชายชุดขาวเตะมาที่มือผมจนมีดพับในมือผมร่วงลงกับพื้น คนที่เหลือจับผมมัดมือไพล่หลังด้วยเชือกรัดพลาสติก และผลักผมให้นอนคว่ำหน้าลงไป เมื่อรวบ 2 ขาผมได้ จึงรัดที่เท้าผมทั้ง 2 ข้างไปด้วย

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 16

1.ลูกสาวคนเล็กเดินเข้ามาบอกที่เตียงนอนว่าฝนตก และน้ำเริ่มท่วมมาถึงหน้าบ้านแล้วแต่นี่มันหน้าร้อน, ผมอยู่คอนโดชั้น 21 และยังไม่มีเมีย

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 17

มาถึงที่ทำงาน ผมตรงเข้าห้องน้ำไปสำรวจตัวเอง ก็พบภาพใบหน้าอ้วนๆ ปากห้อย ตาหยี เหมือนทุกวันที่ผ่านมา…. แล้วภาพสะท้อนในห้องน้ำที่บ้านล่ะ เป็นเงาของใคร

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 18

ผมพบรองเท้าสลีบเปอร์สำหรับใส่เดินในบ้านคู่เล็กๆ วางอยู่ตรงเชิงบันได, ห้องนอน, ห้องน้ำ, ในครัว, ประตูบ้าน ทุกที่ที่ผมมองหา จะต้องเห็นมันวางอยู่ ทั้งที่ผมไม่มีลูกหรือใครที่เท้าเล็กๆ ขนาดนั่นอยู่ร่วมด้วย มันปรากฏมาหลายวันแล้ว จนคืนนี้ ผมได้ยินเสียงเดินลากรองเท้าจากชั้นบน

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 19

หลายครั้งที่ผมได้ยินเสียงเคาะประตูห้องนอน เมื่อเปิดมาแล้วไม่เจอใคร จนคืนนี้ ขณะใกล้หลับ ผมได้ยินเสียงเคาะมาจากใต้เตียง

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 20

เสียงพึมพัมว่าผมเป็นผู้ชายใจดำ ที่กางร่มเอียงมาบังให้ตัวเอง และทำให้ภรรยาเปียก ผมหันไปบอกเจ้าของเสียงว่า ผมเดินคนเดียว

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 21

ได้ยินเสียงลูกไก่ร้องระงมอยู่ในตู้เย็น เปิดออกมา ผมพบว่าไข่ทั้งกล่องที่ซื้อมาเมื่อ 2 วันก่อน ฟักออกมาเป็นตัวหมดทุกใบ

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 22

ผมได้ยินเสียงเหมือนก้อนอะไรหนักๆ กระแทกแทงค์เก็บย้ำอลูมิเนียมหลังบ้านมาหลายวันแล้ว จึงตัดสินใจปีนไปไขกุญแจเปิดฝาแทงค์ออกมาดู จึงพบศพของคุณตาที่หายตัวไปจากหลังบ้านในเรื่องเล่าเก่า ลอยอืดอยู่ในนั้น… แล้วพี่สาวอีกคนล่ะ

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 23

ผมผลักบานประตูกระจกหน้าบ้านและก้าวออกไป ภาพที่เห็นเป็นลานหลังบ้าน มีแทงค์น้ำและปั๊มน้ำ รวมทั้งราวตากผ้าตั้งอยู่ จึงเดินเข้ามาในบ้าน และเปิดประตูหลังบ้านออกไปดู ก็พบรถสีส้มของผมจอดอยู่

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 24

หมาฝรั่งตัวใหญ่ของบ้านตรงข้าม กระโดดเข้าขย้ำไปที่ลำคอของเด็กหญิง ผมเห็นเลือดพุ่งกระจายไปทั่วพื้นถนนหน้าบ้านตามการสะบัดหัวของมัน และยังวิ่งลากเธอไปอีกหลายสิบเมตร ก่อนจะคายลำคอเด็กให้ศพกองอยู่ตรงนั้นผมตกใจตื่นขึ้นมา โชคดีเหลือเกิน ที่ภาพที่เห็นเป็นเพียงความฝัน ถ้าเป็นความจริง มันจะเศร้าและน่าสยดสยองขนาดไหนกันนะตื่นแล้ว จึงล้างหน้าแปรงฟันแต่งตัวลงมาชั้นล่างเพื่อไปทำงาน เมื่อเปิดประตูบ้านออกไป หมาฝรั่งตัวใหญ่ก็กระโจนมาที่ลำคอของผม

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 25

ผมได้ยินเสียงอาม่าเรียกชื่อคุณตามาจากชั้น 3 ของบ้านตัวเองในเวลานี้ ผมกำลังคิดว่าเสร็จธุระในห้องน้ำชั้น 1 จะเดินขึ้นบันไดไปพิสูจน์ ผมได้ยินเสียงซอ และเพลงนั้นดังอยู่ขณะนี้

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 26

ผมเห็นรองเท้าของเธอถอดวางอยู่ตรงบันไดทางขึ้นบ้าน เป็นไปได้ยังไงกัน ผมพึ่งจะเผาศพเธอพร้อมชุดที่ผมแต่งให้ รองเท้าคู่นี้ผมเป็นคนสวมให้กับศพของเธอด้วยมือตัวเองประตูบ้านถูกเปิดออกจากด้านใน

“หนูถอดมาเองล่ะค่ะพ่อ หนูเสียดาย เลยจะเก็บไว้ใส่เอง”

ผมจะบอกเธอดีมั้ยนะ ว่าภรรยาผมที่พึ่งตายไป เป็นเพราะเธอแท้งลูกสาวคนแรก

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 27

ชายคนนั้นยืนร้องไห้อยู่หน้าห้องเก็บศพ เขาโศกเศร้าเหมือนจะขาดใจ ศพที่อยู่ข้างใน คงเป็นใครสักคนที่เขารัก ความตายมักทิ้งความเศร้าไว้เสมอ ผมเดินเข้าไปยืนไกล้ๆ ตบไหล่เขาเบาๆ เป็นการปลอบโยน และเปิดประตูกลับไปนอนที่เตียงตัวเอง

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 28

หญิงสาวชุดขาวยืนโบกรถอยู่ข้างหน้าผมขยับเท้ามาแตะเบรก แต่นึกแวบขึ้นมาในหัว ผู้หญิงชุดขาว, กลางคืน, โบกรถ, ซอยมืด เส้นผมบนหัวผมชี้ตั้งขึ้นมาทันที ผมเลยถอนเท้าออกจากเบรก และขยับไปเหยียบคันเร่งแทนเมื่อเลยไปสักพัก ผมลดความเร็วมาเป็นการขับเอื่อยๆ ในใจเริ่มมีคำถามมากมาย ถ้าเธอไม่ใช่ผีล่ะ ตรงนั้นมันคงจะเปลี่ยวและอันตราย เธอจะมีธุระด่วนมั้ย คนที่บ้านป่วยจนต้องออกมาเรียกรถกลางดึกมั้ย จนผมต้องเบรกรถผมตัดสินใจกลับรถไปรับเธอ แม้จะยังหวาดๆ อยู่ไม่น้อย

เมื่อไปจนไกล้ตำแหน่งของเธอ ก็พบเธอกำลังเดินอยู่เลยมาจากตำแหน่งเดิม เธอคงตัดสินใจเดินเอา เพราะเรียกรถไม่ได้กลับรถอีกครั้ง และผมก็ได้มาจอดเทียบข้างเธอ ผมเปิดกระจกและร้องถาม

“ไปไหนครับ ให้ผมไปส่งมั๊ย?”

“ไปโรงพยาบาล…. ค่ะ” เธอตอบ

ผมพอจะจำได้ว่า โรงพยาบาลแห่งนั้น ขับรถไปอีกไม่ไกล แต่ 2 ข้างทางเป็นเส้นทางที่เปลี่ยว และไม่ค่อยมีใครผ่าน โดยเฉพาะดึกๆ แบบนี้เธอใส่ชุดแซ็คสีขาว ยาวถึงเหนือเข่า ผมยาว ตรง ถึงกลางหลัง ผมนึกภาพว่า ถ้าเธอขยี้ผมให้ยุ่งๆ ปิดหน้า ก็คงดูน่ากลัวอยู่ไม่ใช่น้อย

เธอขึ้นมานั่งข้างคนขับ เอนหลังพิงเบาะอย่างเหนื่อยล้า

“หนูกลับมาเอาของให้พ่อน่ะค่ะพี่ พรุ่งนี้มีผ่าตัดด่วนแต่เช้า เลยต้องมาค่ำ ไม่คิดว่าจะไม่มีแทกซี่เลยสักคัน นี่หนูก็เดินมาไกลมากแล้วนะคะ ไม่มีรถเลย จนเห็นรถพี่นี่แหละ”

“พี่ต้องขอโทษด้วยนะ กลางคืนมันดูน่ากลัวเกินกว่าจะมีผู้หญิงชุดขาวมาโบกรถน่ะ พี่เลยกลัว”

ผมขออนุญาตเธอเปิดกระจกรับลมในฝั่งผม และบอกให้เธอเอนเบาะนอนพักไปก่อน เดี๋ยวถึงโรงพยาบาลแล้วจะปลุก….

ผมควานหากางเกงในความมืดอยู่ชั่วครู่ ความมืดทำให้มองไม่เห็นกางเกงที่ผมถอดโยนไปข้างๆ เธอยังไม่ได้สติ ผมจึงหยิบเสื้อชั้นในใส่​กลับให้เธอ พร้อมดึงเสื้อเธอลงมา และใส่กางเกงกลับให้กันอุจาดตา และเดินกลับมาที่รถ และทิ้งร่างไม่ได้สติของเธอไว้ตรงนั้นผมขับผ่านโรงพยาบาล ตรงมาสักระยะ แล้วจึงเลี้ยวขึ้นทางด่วนเพื่อกลับบ้าน เส้นทางด่วนวนย้อนกลับมาผ่านโรงพยาบาลแห่งนั้นจากระยะไกลๆ ผมหันไปมองแวบหนึ่ง แล้วจึงเหยียบคันเร่งไปให้พ้นสายตา

“…. พี่ลืมส่งหนูป่าวคะ… “

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 29

ก้อนดำๆ ลอยมาติดกอสวะใต้ท่าน้ำ ผมชะโงกหน้ามองลงไป คงจะเป็นลูกตาล เพราะมีขนเส้นดำๆ ลอยไสว มองเผินๆ เหมือนเส้นผมคนอยู่ไม่น้อย แต่จะเล็กหน่อย ผมนึกสนุก เลยเดินไปเรียกน้องชายมาดู เด็กวัย 7-8 ขวบ หลอกง่ายดี

ผมไม่บอกว่าให้ดูอะไร แต่เรียกให้เขาชะโงกหน้าลงไปมองดูว่าเห็นอะไรเขาชะโงกลงไปมอง พลันที่เห็นภาพ จินตนาการเรื่องผีของเด็ก ก็สร้างภาพให้เขาคิดตาม เด็กชายร้องไห้จ้า วิ่งกลับจากท่าน้ำเข้ามากอดผม เล่นเอาผมเองก็พลอยใจเสียไปด้วย ไม่นึกว่าจะทำให้เขากลัวได้ขนาดนั้น

ผมกอดเขาแน่น และรีบบอกให้เขาเลิกกลัว เพราะมันเป็นแค่ลูกตาลที่มีขนคล้ายเส้นผมของคนเท่านั้นเด็กชายร้องไม่หยุด กำมือน้อยๆ ทุบตีผมแบบไม่ยั้งมือเพราะรู้แล้วว่าผมหลอกให้ไปดูผี ผมได้แต่ปลอบไปอีกพักใหญ่

“หนูว่า หนูเห็นเป็นหน้าคนนะ” เด็กชายบอกผมหลังจากเริ่มหยุดร้องไห้ แต่ยังสะอึกสะอื้นอยู่ ผมขำพรืด จินตนาการหรือความกลัว คงทำให้เด็กคิดผสมจินตนาการไปได้มากกว่าผู้ใหญ่ จึงอธิบายให้เขาเข้าใจ แต่เด็กชายไม่เชื่อ ยังคงคิดว่า เห็นเป็นใบหน้าคนอยู่ด้วย จนผมอ่อนใจ เลยชวนเขาเดินเข้าบ้านไปเด็กชายกลับไปนั่งดูการ์ตูนเสียงดังอยู่ในบ้าน

ผมเดินออกมาหน้าบ้าน นึกขำอยู่ในใจ คิดต่อว่าจะชวนใครมาแกล้งดีผมหยิบไม่ไผ่ยาวหน้าบ้านมา ตั้งใจจะเขี่ยกอสวะให้เห็นลูกตาลได้ชัดๆ เขี่ยจัดอยู่พักนึง จนกอสวะรอบๆ ลูกตาลนั้นขยับออกไป จนลูกตาลเห็นได้ชัดเจนจนพอใจ เลยดึงไม้ขึ้น

ไม้กระทบลูกตาลที่ลอยอยู่ จนมันหมุนตามแรงกระแทกจากไม้ช้าๆ จนผมเห็นเป็นใบหู แก้ม จมูก ตา และปากผมขาหมดแรงทรุดตัวอยู่ตรงนั้น

ใบหน้าที่โผล่ขึ้นมานั้น เป็นใบหน้าของน้องชายผมเอง

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 30

เด็กสาวชอบออกมานั่งตรงระเบียงห้องนอนชั้น 2 ตอนดึกๆ ผมเห็นมาตั้งแต่พึ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ 3-4 วัน เธอจะออกมาสักครั้ง ตอนที่ทุกบ้านเข้านอนปิดไฟกันหมด แต่ผมซึ่งชอบนอนดึก จึงมักเห็นเธอบ่อยๆเธอคงเป็นเด็กสาวช่างฝัน แสงไฟจากเสาไฟถนน ส่องพอเห็น ว่าเป็นเด็กสาวหน้าตาดีคนนึง ผิวขาวอย่างเห็นได้ชัดแต่ไกล

เธอจะมีเก้าอี้ตัวเล็กๆ ไว้สำหรับนั่ง มือทั้ง 2 ข้าง พาดอยู่บนระเบียงเหล็ก เกยคางไว้ เธอชอบมองเหม่อไปไกลๆแต่กลางวัน ผมไม่เคยเห็นเธอ วัยเรียนของเธอ คงทำให้เธอตื่นเช้ากว่าผม และการกลับบ้านตอนค่ำมืดของผม ก็เป็นโอกาสน้อยนิดที่จะได้เจอะเจอกับเพื่อนบ้าน

6-7 ปี ที่ผมเห็นภาพนั้นจนเจนตา และไม่สนใจเธอไปในที่สุด

2 อาทิตย์ก่อน ครอบครัวของเธอก็ย้ายออกจากบ้านไป ผมจึงได้ืราบว่า ครอบครัวเธอ เพียงแต่มาเช่าบ้านหลังนี้อยู่เท่านั้นไม่กี่วันหลังจากนั้น ผมก็เห็นครอบครัวใหม่ย้ายเข้ามา เป็นเพียงคู่สามีภรรยา และลูกชายวัยประถมอีก 1 คน ผมเห็นและรับรู้แต่เพียงเท่านั้น และไม่ได้สนใจอะไรอีก

จนเมื่อคืนก่อน ผมเห็นเด็กสาวคนนั้น ออกมานั่งที่ระเบียงบ้าน เหมือนเช่นที่ผมเห็นมา 6-7 ปีมานี้ คำถามเกิดขึ้นกับผมทันที เพราะผมเห็นครอบครัวของเธอย้ายออกไป และเห็นครอบครัวใหม่ย้ายมาแทนแล้วหลายวัน แล้วทำไม ผมจึงเห็นเธอเธอนั่งเอาแขนพาดระเบียงเหล็กในท่าเดิม ผมมองเธอผ่านหน้าต่างบ้านผมออกไปเช่นเดิม ซึ่งทุกครั้ง เธอจะไม่เคยสนใจ เหมือนกับเธอไม่เคยรู้ว่ามีสายตาผมมองอยู่ แต่ต่างจากครั้งนี้

เธอค่อยๆ หันหน้ามาทางผม แม้จะมืดและห่างกันพอสมควร แต่ผมก็รุ้สึกได้ว่าเธอมองมาที่ผม เธอยกแขนขึ้นข้างหนึ่ง และโบกมือให้ผมผมตกใจ รู้สึกเหมือนเป็นพวกถ้ำมองและโดนจับได้ ผมจึงปิดม่านไปเสีย และนั่งสงสัยต่อไป ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ผมนั่งกระวนกระวายใจด้วยความสงสัยอยู่นับชั่วโมง จึงตัดสินใจรูดผ้าม่านออกช้าๆ อีกครั้ง

แสงไฟจากเสาไฟ ส่องมาถึงถนนหน้าบ้านแบบสลัวๆ แต่ผมก็เห็นร่างคนยืนอยู่หน้าประตูรั้วบ้านผมอย่างชัดเจน เป็นเธอนั่นเอง เด็กสาวยืนหันหน้าเข้ามาทางบ้านผม อยู่จากบริเวณหน้าประตูรั้ว ผมตกใจสะดุ้งสุดตัว และรีบปิดม่านปิดไฟ และขึ้นไปบนห้องนอน และไม่กล้าจะเปิดผ้าม่านดูอีกจนเช้า ผมตื่นขึ้นมา ภาพแรกที่ผมนึกถึงคือภาพเด็กสาวคนนั่น ในชุดเสื้อยืดคอวีสีขาวตัวโคร่ง และกางเกงขาสั้นสีเข้ม ผมของเธอยาวประหัวไหล่ นั่นคือภาพที่ผมเห็นหน้าบ้านตัวเองเมื่อคืน

ผมเดินออกไปกดกริ่งบ้างหลังนั้น ชายหนุ่มวิ่งมาทักทาย ผมจึงยิงคำถามถึงเธอคนนั้นชายหนุ่มทำหน้าสงสัย เขา​เล่าว่า เขาและภรรยา ใช้ห้องนอนชั้น 3 และลูกชาย ใช้ห​้​อง​น​อ​น​เเล็ก ด้านหลังชั้น 2 ส่วนห้องนอนชั้น 2 ฝั่งหน้า จัดไว้สำหรับเป็นห้องนอนแขก และไม่มีใครอยู่ รวมทั้งคงไม่มีใครนอนในห้องนั้นแน่ๆ ไม่เฉพาะแต่เมื่อคืน

เมื่อไม่ได้คำตอบ ผมจึงสอบถามเพื่อนบ้านคนอื่นๆ เผื่อใครพอเข้าใจเรื่องเพื่อนบ้านติดกันกับบ้านหลังนั้น ยืนยันว่า ผู้เช่าคนก่อน อยู่กันเพียง 3 คน คือ แม่ น้าสาว และลูกสาวร่างอ้วนอีกคน และดูเหมือนว่า ห้องนอนชั้น 2 ด้านหน้า ก็จะถูกใช้เป็นห้องรับรองแขกด้วยเช่นกัน และไม่เคยมีใครเคยเห็นมีใครออกมานั่งตรงระเบียงบ้านมาก่อน และไม่น่าจะเป็นลูกสาว เพราะเธอรูปร่างค่อนข้างอ้วน และผิวไม่ขาวนัก

ผมงงไปหมด เพราะไม่สามารถหาข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเด็กสาวคนนั่นได้เลย ดูเหมือนจะมีผมเพียงคนเดียวที่เห็นเธอคืนนี้ ผมกลับจากนอกบ้านตั้งแต่เย็น จอดรถไว้นอกบ้าน ล็อคประตูรั้ว ปิดผ้าม่านและประตูบ้านตั้งแต่ยังไม่ทันมืด บอกไม่ถูกว่ากลัวอะไร จนถึง 3 ทุ่ม ผมจึงเริ่มรู้ตัวว่าหิว เพราะไม่ได้กินข้าวเย็น จึงนึกขึ้นได้ว่า ไก่ทอดที่ซื้อไว้เป็นอาหารค่ำ ยังอยู่เบาะหลังรถ…

/////////////////////////////////////

เรื่องที่ 31

ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ เพราะมีน้ำหยดลงบนใบหน้า จึงพบว่า มีใบหน้าของใครคนนึงก้มหน้าลงมาจากหัวนอน และน้ำที่หยดลงมาโดนหน้าผมนั้น คือน้ำลายจากปากยิ้มสแยะ ผมหวีดร้องสุดเสียงด้วยความตกใจ และหลับตาปี๋

ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ และรู้สึกว่ามีน้ำหยดลงบนใบหน้า….

/////////////////////////////////////

แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Share this post