ขาบนสะพาน

ขาบนสะพาน

ผมรู้สึกตกใจ เมื่อไฟหน้ารถกระดกขึ้นไปตามความชันของสะพานข้ามคลองสายเล็กๆ หน้าหมู่บ้าน ไฟหน้ารถส่องไปเห็นขาคู่หนึ่ง ห้อยมาจากราวสะพาน แสงไฟส่องให้เห็นเพียงช่วงขาวูบเดียว เพราะผมติดนิสัยที่จะหักซ้ายให้ชิดซ้ายไว้ก่อน สะพานเล็กๆ ที่ค่อนข้างชัน บางทีคุณก็ไม่เห็นว่ารถอีกฝั่งก็กำลังขึ้นมาเหมือนกัน เมื่อหักจนไฟส่องเห็นขา ผมก็รีบหักกลับ และลงสะพานไป เพื่อจะหักเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน

เวลาตี 2 ใครจะออกมานั่งเล่นบนสะพาน คลองเบื้องล่างก็เป็นคลองน้ำนิ่งและดำ ยุงคงมีมหาศาล

เมื่อลงไปถึงพื้นเบื้องล่าง ผมยังไม่เลี้ยวเข้าหมู่บ้าน แต่จอดรถ และหันกลับไปมองบนราวสะพาน

บนสะพานมืดสนิท ผมเห็นเค้าโครงสะพานนั้นเพียงเป็นเงาดำๆ และไม่เห็นการเคลื่อนไหวใดๆ ผมจ้องต่ออีกหน่อย เผื่อจะเห็นภาพอะไร ใจนึกอยากให้เห็นเป็นเงาใครซักคนก็ยังดี

แต่ก็ไม่เห็นใคร

ผมถอนเท้าออกจากเบรค และหักเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ป้อมของ รปภ และเปิดกระจกถาม

“พี่ ใครมานั่งอยู่บนราวสะพานน่ะ เมื่อกี๊ผมหักหัวใส่เค้า เห็นแต่ขา ดึกป่านนี้ยังจะมีคนมานั่งตากยุงอยู่อีกเหรอพี่”

“เอ ปกติ ป่านนี้ไม่มีใครนะครับ คนบนคอนโด กลางวันเค้ายังไม่ค่อยจะลงมาเลย ส่วนหอพักนี่ ถึงมีคนยังไม่หลับไม่นอนบ้าง แต่เค้าก็แค่เดินผ่านนะครับ ดึกป่านนี้แล้วด้วย” รปภ ตอบผม “แต่เดี๋ยวผมเดินไปดูให้”

รปภ หยิบไฟฉายจากในป้อม และเดินส่องไฟไปดู ผมมองตามแสงไฟไปจนถึงบนสะพาน สักพัก รปภ ก็เดินกลับลงมา

“ไม่มีใครนะครับ ผมส่องหาลงไปฝั่งโน้น ก็ไม่มีคน คุณตาฝาดรึปล่าวครับ รึไม่ เค้าอาจจะกลับไปแล้ว ทันทีที่คุณลงพ้นสะพานมา”

“คงงั้นมั้งครับ ช่างเถอะครับพี่ คงไม่มีอะไร”

ผมขอบคุณ รปภ และกดกระจกขึ้น ไม้กั้นอัตโนมัติแบบบลูทูธกระดกขึ้น ผมเหยียบคันเร่งเบาๆ ลอดใต้ไม้กระดก เพื่อเข้าหมู่บ้านไป

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ผมยังหลับอยู่ จนเสียงแจ้งเตือนของไลน์กลุ่มหมู่บ้านดังขึ้น

“เมื่อคืน รปภ ทั้ง 2 คน เสียชีวิตในป้อมครับ มีคนโทรมาหาผมเมื่อตอนเช้ามืด เพราะเห็น รปภ นอนอยู่ในป้อม นึกว่าหลับกัน เลยแกล้งบีบแตร ก็ไม่ตื่น เลยลงไปดู ปรากฏว่าเสียชีวิตทั้งคู่ครับ เบื้องต้น มีตำรวจมากันหลายนาย ขณะนี้ก็ยังอยู่ที่นิติฯ กันครับ เพราะ รปภ ถูกฆ่าตายครับ ไว้ได้เรื่องยังไง เดี๋ยวผมมารายงานในนี้อีกทีครับ”

ข้อความจากผู้จัดการนิติฯ ทำให้ผมขนลุก เมื่อคืน ตี 2 กว่า ผมยังได้คุยกับ รปภ อยู่เลย แสดงว่าถูกฆ่าหลังจากนั้น

ผมเดาเวลาเอาว่า ผมอาจเป็นคนสุดท้ายที่ได้เจอ รปภ ตอนยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ ผมเลยเลือกที่จะไม่พิมพ์อะไรลงไป เพราะถ้าตำรวจรู้ว่าผมเป็นคนสุดท้ายที่ได้เจอ ผมอาจต้องไปให้ปากคำ หรือเผลอๆ ผมจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยไปด้วย

แม้จะไม่มี รปภ (รปภ เป็นคนที่นิติฯ จ้างมาเอง เพราะหากจ้าง รปภ บริษัท จะเป็นค่าจ้างที่สูงมาก)​ แต่การผ่านเข้าออกก็ยังสามารถทำได้ เพราะนิติฯ ได้เปลี่ยนไม้กระดกด้วยมือ เป็นรับสัญญาณบลูทูธเอาจากเครื่องส่งหน้ารถ ทุกคนจึงสามารถผ่านเข้าออกได้ เว้นแต่เมื่อมีรถอื่นที่ไม่มีบลูทูธ ผู้จัดการนิติฯ ก็จะรีบวิ่งมาเปิดให้ จากออฟฟิศซึ่งอยู่บริเวณไกล้ๆ กับป้อม รปภ

สายๆ ผมออกจากบ้าน ผ่านป้อม รปภ เห็นผู้คนยังยืนคุยกันเป็นกลุ่มหน้าหมู่บ้าน คนพวกนี้ น่าจะเป็นผู้คนจากหมู่บ้านอีกแห่ง ที่หากลงสะพานแล้วขับเลยไป ก็จะเป็นทางเข้าหมู่บ้านนั่น ที่นั่นดูเหมือนจะเป็นซอยตัน ผมเองก็ไม่เคยขับเลยเข้าไปสำรวจ และน่าจะเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่ยกถนนให้เป็นสาธารณะไปแล้ว มีข่าวลือต่างๆ ไม่น้อยในด้านลบ หรือแม้แต่ตอนผมย้ายมาอยู่หมู่บ้านนี้ในช่วงแรก ก็ได้ยินเรื่องการปีนรั้ว (ชั่วคราว)​ เข้ามาลักเล็กขโมยน้อยอยู่หลายครั้ง จนหมู่บ้านสร้างรั้วสูงเสร็จ

หรือขาที่ผมเห็นบนราวสะพาน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของ รปภ

ทำธุระเสร็จ ผมขับรถกลับมาบ้าน ผ่านป้อมยาม เลยมาถึงสำนักงานนิติ พบผู้คนกลุ่มหนึ่งยืนคุยกันอยู่ คงจะเรื่องคดีนี้ ด้วยความอยากรู้ ผมจึงหาที่จอดรถ และเดินเข้าไปร่วมวง

รปภ คนนึง โดนมีดปาดคอจนถึงกระดูก ส่วนอีกคนโดนมีดจ้วงแทงไปถึง 7 แผล ซึ่งล้วนเป็นจุดสำคัญ ทั้งคู่น่าจะตายทันทีที่โดนแผลแรก แต่ศพทั่งคู่ นั่งอยู่บนเก้าอี้ คนที่โดนปาดคอนั่งเอนไปข้างหลัง และเงยหน้าขึ้นไปตามการฉีกขาดของลำคอ ส่วนอีกคนฟุบหน้าลงกับโต๊ะ เลือดทั้งคู่ไหลนองพื้นป้อม มีการสันนิษฐานว่า คนที่ 2 น่าจะถูกแทงจนตาย แล้วค่อยลากศพมาจัดในท่านั่งฟุบ เพราะมีรอยเลือดถูกลากมาเป็นทางยาวจากหน้าป้อม

ผมรับฟังเรื่องราวแบบพยายามสะกดใจตัวเองไม่ให้เล่าเหตุการณ์ออกไป เพราะดูเหมือนจะยังหาประเด็นอะไรไม่ได้เลย ถ้าผมเล่า ผู้ต้องสงสัย 2 คนจะมีขึ้นทันที คือ เจ้าของขาคู่นั้นและตัวผมเอง

กลับเข้าบ้านด้วยความระทึกและกังวลใจ และเริ่มลังเลอยู่บ้าง เพราะไม่รู้ว่าเรื่องจะไปจบลงยังไง หากมีใครรู้ว่าผมเป็นคนสุดท้ายที่ได้เจอ รปภ แต่ไม่ยอมบอกใคร ผมจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัย มีเรื่องปกปิด และอะไรอื่นตามมาได้ยังไงบ้าง

ผมเริ่มรู้สึกกังวลมากขึ้น นั่งไม่ติด และเริ่มคิดไปต่างๆ นาๆ หลายอย่าง จนนึกบางอย่างขึ้นมาได้

ป้อม รปภ มีกล้องวงจรปิดอยู่ 2 ตัว บันทึกภาพทั้งขาเข้าและขาออก ที่แน่ๆ ก็คือ ต้องมีภาพรถและเลขทะเบียนรถของผมโชว์หราอยู่แน่ๆ แถมผมก็ไม่ได้แค่ขับรถผ่านไปเฉยๆ แต่จอดแช่อยู่พักใหญ่ด้วย ตายล่ะ ป่านนี้ ตำรวจคงเช็คภาพจากกล้องไปแล้ว และรู้แล้วว่าผมขับรถเข้ามาในเวลาใกล้เคียงกับการตาย

แต่…

ถ้ามีภาพรถของผมถูกบันทึกไว้ ก็ต้องมีภาพของฆาตกรด้วยสิ การเดินเข้ามาปาดคอคนนึง และลากศพอีกคนนึงผ่านป้อม รปถ ไป ยังไงก็ต้องเห็นภาพ ไฟบริเวณป้อมสว่างพอจะเห็นหน้าได้อย่างชัดๆ ได้แน่ๆ

ผมจะทำยังไงดี

จะเล่าเรื่องจริงทั้งหมดให้ตำรวจฟังดีมั้ยนะ อธิบายเค้าไปว่า ผมแค่กลัวและไม่อยากยุ่งยาก เลยไม่เล่า ตำรวจจะเชื่อมั้ย ตำรวจจะเชื่อมโยงยังไงกับฆาตกรได้บ้าง

ผมผุดลุกผุดนั่งอยู่ในบ้านจนค่ำ ตัดสินใจไม่ถูก จะเอายังไงดี จนกระทั่งได้ยินเสียงรถยนต์เข้าจอดหน้าบ้าน

ผมมองผ่านหน้าต่างออกไป เห็นรถตำรวจจอดถัดไปจากรถของผมที่จอดขวางหน้าบ้านอยู่

ตำรวจในเครื่องแบบ 4-5 คน พร้อมปืนในมือ เปิดประตูรั้ว และค่อยๆ ก้าวเข้ามาทีละคนอย่างระมัดระวัง พลางตะโกนเรียกชื่อผม

ผมตกใจจนขาแข้งอ่อน เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย กูแค่ขับผ่านป้อม เวลาไกล้กับเวลาเกิดเหตุเท่านั้นเอง ไม่ได้ฆ่าใคร

ผมเปิดประตูบ้านรับตำรวจเข้ามาในบ้าน ร้องถามไปว่าเกิดอะไรขึ้น

“คุณวัชรา ขอเชิญตัวไปกับเราครับ คุณเป็นผู้ต้องหาในข้อหาฆาตกรรม รปภ ทั้ง 2 ศพในเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ของวันนี้ รบกวนอย่าขัดขืนนะครับ คงไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธ”

“ผมจะไปฆ่าใครได้ครับ คุณตำรวจ เมื่อตี 2 ผมแค่ขับรถผ่านป้อมยามไปเฉยๆ เท่านั้น”

“เรามีภาพจากกล้องที่ป้อมชัดเจน เห็นทุกอย่าง ตั้งแต่คุณจอดรถ และเดินหายไปพักใหญ่ๆ ก่อนจะเดินกลับมาพูดคุยกับ รปภ แม้จะไม่เห็นภาพคุณฆ่าปาดคอ 1 ศพ ในป้อม แต่อีกศพที่คุณแทงไป 7 แผลมีชัดเจนครับ อย่าเสียเวลาแก้ตัวเลยครับ ไปกับเราดีๆ”

“ผม.. ผม.. ไม่เคยมีเรื่องกับ รปภ ผมจะไปฆ่าเขาทำไม คุณตำรวจดูผิดแล้ว ผมจะกล้าไปฆ่าใครตายได้ยังไง”

“ไว้ไปอธิบายตอนสอบปากคำที่โรงพักเถอะครับ อ้อ ขออนุญาตเก็บหลักฐานบางชิ้นไปด้วยนะครับ”

ตำรวจคนนึง เก็บซองยาของผมที่วางอยู่หน้าทีวี ใส่ถุงซิบไป และใส่กุญแจมือ พาตัวผมขึ้นรถตำรวจไปยัง สน

“เมื่อสายๆ คุณไปโรงพยาบาลมาใช่มั๊ยครับ คุณวัชรา”

ตำรวจร้อยเวรเริ่มสอบปากคำ หลังจากตำรวจชุดที่พาผมขึ้นรถมาจูงมือผมมานั่งหน้าโต๊ะ

“ใช่ครับ ผมก็ไปหาหมอปกติของผมอยู่ทุกเดือนอยู่แล้ว”

“หมอเคยแจ้งกับคุณใช่มั้ย ว่าคุณเป็นโรคอะไร”

“ครับ หมอเคยบอกผมเป็นโรค 2 บุคคลิก และให้ยากลับมาควบคุมอาการเท่านั้น แล้วมันเกี่ยวยังไงกับคดีครับ”

“คุณฟังผมให้ดีนะ คุณเป็นโรคอารมณ์ 2 ขั้ว ยาที่ตำรวจเอามาจากบ้านของคุณ คือยาอะริพิพราโซล ซึ่งเป็นยาที่ใช้ควบคุมอาการของโรคนี้ แต่คุณเป็นขั้นสูงมากแล้วครับ คุณวัชรา”

“ผมจะเป็นขั้นสูงได้ยังไง ผมกินยามาตลอด และรู้ตัวเองตลอดเวลา”

“งั้น คุณรู้ตัวมั้ยครับ ว่าแทบทุกคืน คุณจะขับรถมาจอดไกล้ๆ กับป้อมยาม และเดินลงไปนั่งอยู่บนราวสะพานหน้าหมู่บ้าน ครั้งละเป็นชั่วโมง”

“คุณตำรวจจะบ้าเหรอ ผมจะไปนั่งทำไม สะพานนั้นทั้งมืด ทั้งยุงเยอะ แล้วใครจะบ้าออกมานั่ง”

“คุณไงครับ ไม่แค่นั้นนะ ผู้จัดการนิติเล่าว่า ใครเดินผ่าน คุณมักตะโกนด่า หรือวิ่งไล่ทำร้าย คนที่เดินผ่าน รวมทั้งมาทะเลาะกับ รปภ อยู่บ่อยๆ”

“ผมจะไปทะเลาะกับ รปภ ทำไมล่ะครับ คืนเกิดเหตุ ผมยังไปคุยกับพวกเค้าดีๆ อยู่เลย ว่าเห็นคนนั่งอยู่บนราวสะพาน พี่ รปภ ยังวิ่งไปดูให้เลย”

ตำรวจร้อยเวรขมวดคิ้ว

“คุณจำไม่ได้จริงๆ เหรอครับ คุณวัชรา คุณจอดรถที่หน้าป้อม และเดินลงจากรถ เสียงที่เราได้ยินคือเสียงคุณตะโกนด่า รปภ กล้องที่ป้อมบันทึกทั้งภาพและเสียงเอาไว้ชัดเจน รวมถึงเสียงที่คุณเดินเข้าไปในป้อม และภาพตอนที่คุณเดินออกมาเพื่อเอามีดแทง รปภ อีกคนที่อยู่นอกป้อม ไปจนถึงตอนที่คุณลากเขาเข้ามาในป้อม ก่อนที่คุณจะขับรถกลับเข้าบ้านไป”

ผมฟังเรื่องราวจากร้อยเวรด้วยความตื่นตระหนก หรือนี่เป็นเรื่องจริง ผมไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย เงยหน้าขึ้นสบตากับร้อยเวร และมองกวาดสายตาไปทั่ว สน เวลานั้นมีตำรวจอยู่แค่ 3-4 คน ชุดจับกุมผมหายไปแล้ว จนผมรู้สึกว่า มีใครกำลังจะเดินผ่านหลังของผมไป

ผมหันไปมอง เป็นตำรวจคนที่ถือปืนเข้าไปจับผมในบ้าน และแจ้งข้อหาผมนั่นเอง…….

ผมรู้สึกตัวอีกครั้ง สิ่งแรกที่เห็นในสายตาคือนาฬิกาเรือนใหญ่ แขวนอยู่บนผนัง บอกเวลา 02:35 และผมยืนอยู่กลางโรงพักตำรวจ

ร้อยเวรนอนแหงนหน้าขึ้นพาดเฉียงๆ ไปบนเก้าอี้ รอยกระสุนปืนทะลุใบหน้าใต้ดวงตาไป ส่วนตำรวจอีก 3 คนนอนคว่ำหน้าจมกองเลือดอยู่ถัดไป ส่วนอีกคนนอนหงาย เสียงสำลักเลือดให้ได้ยินอยู่ในหู

ผมสำรวจตัวเอง ก็พบว่ายังถูกคล้องกุญแจมือ แต่มือขวาถือปืนอยู่

ผมนึกถึงเจ้าของขาคู่นั้นบนราวสะพานก่อนได้ข้อสรุป ผมจะกลับไปหาความจริงจากเขา

แชร์เลย

Share this post