LOGO คืออะไร?

LOGO คืออะไร?

โลโก้ (Logo) คืืองานออกแบบรูปแบบหนึ่งของงานออกแบบ บางคนอาจถือว่า โลโก้เป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบเลยก็ว่าได้ ในทุกวันนี้ เราใช้โลโก้กันโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นโลโก้สินค้า, โลโก้ธุรกิจ, โลโก้หน่วยงานราชการ, โลโก้กลุ่มบุคคล, โลโก้เพจเฟสบุค, โลโก้ยูทูป, โลโก้งานอีเว้นท์, โลโก้แต่งงาน, หรือแม้แต่โลโก้แทนตัวคน เราจึงพบเห็นโลโก้อยู่ทั่วไปในสายตา ทั้งผู้คน, เสื้อผ้า, อาคารสถานที่, สินค้าทุกอย่าง มีมังโลโก้แบบง่ายๆ ที่คิดเองทำเอง ไปจนถึงโลโก้ที่ผ่านการออกแบบมาแบบราคาแพงมหาศาล ตามความแตกต่างในการใช้งาน

การมีโลโก้เป็นของตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องยาก อันที่จริง ลายเซ็นก็อาจจะนับเป็นโลโก้ประจำตัวรูปแบบนึง หรือลองนึกภาพตราประทับแบบในหนังจีนหรือหนังเกาหลี ก็นับได้ว่า เป็นการสร้างโลโก้รูปแบบหนึ่งเช่นกัน

การสร้างโลโก้ มีความสำคัญอย่างไร
ถ้าเรานึกถึงการตั้งชื่อสินค้าหรือชื่อบริษัทที่อาจอ่านยาก หรือยาวเกินไป เราอาจรู้สึกได้ว่าไม่น่าจดจำ เช่น อาจเป็นชื่อที่มาจากภาษาต่างประเทศและอ่านยาก หรือชื่อภาษาไทยแต่ยาวและไม่น่าสนใจ ไม่ดึงดูดสายตาและการจดจำ การมีสัญลักษณ์ซักชิ้นขึ้นมาเพื่อใช้เป็นตัวแทน ก็อาจสร้างการจดจำได้มากขึ้น (บางครั้ง ผู้คนอาจจดจำภาพของโลโก้ได้มากกว่าชื่อเสียด้วยซ้ำ)

โลโก้จึงสามารถใช้แทนภาพลักษณ์และความหมายของสินค้า ทั้งความหมายของรูปแบบสินค้าเอง หรือความหมายในแง่ของภาพลักษณ์สินค้า ยิ่งได้รับการออกแบบให้ดูดีมากเท่าไหร่ การจดจำและความรู้สึกดีต่อสินค้า ก็จะยิ่งมีมากขึ้น และดูน่าเชื่อถือมากขึ้นเท่านั้น

หลักการออกแบบโลโก้
โลโก้ ประกอบด้วยส่วนผสมของ 2 สิ่ง คือ “ภาพ” และ “ความหมาย”

“ภาพ” อาจแยกออกเป็น รูปภาพ, กราฟิก, แถบสี, เส้น, รูปทรง, ตัวอักษร และการจัดวาง
“ความหมาย” อาจแยกออกเป็น ความหมายตามภาพ, ความหมายของรูปหรือส่วนผสมของกราฟิกภายใน, ความหมายของการจัดวาง, ความหมายของสีสันที่ใช้, หรือความหมายตรงๆ ของตัวอักษรในภาพ (และอาจมีลักษณะของ Font สื่อความหมายได้อีกชั้น

“ภาพ” และ “ความหมาย” จึงจำเป็นต้องถูกออกแบบ คิด วางแผน และทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง เพื่อจะนำมาผสมกันและก่อให้เกิดความหมายที่ชัดเจนขึ้น หรือเป็นคุณแก่ตัวสินค้า โดยไม่ควรมีความหมายด้านลบให้กับสินค้า ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม และยังควรจะต้องคิดให้กว้างและลึกที่สุดเอาไว้ด้วย โดยความกว้างนั้นอาจหมายถึงการกินความหมายที่เป็นคุณ และครอบคลุมสินค้าได้ดี ชัดเจน และด้านลึกคือการสื่อสารผ่านเรื่องราวที่แฝงไว้ในส่วนผสมต่างๆ เช่น สีแดง อาจเพื่อบอกว่า สินค้าเป็นความสดใส ร้อนแรง

หลังจากเรามีภาพ และความหมายที่ต้องการจะสื่อแล้วนั้น จึงจะเป็นเรื่องของการจัดวาง

การจัดวางองค์ประกอบใดๆ เพื่อให้ประกอบกันเป็นโลโก้นั้น หากยึดจากพื้นฐานโดยทั่วไป เราอาจต้องการการจัดวางที่ดูสวย และไม่บิดเบือนหรือผิดเพี้ยนไปจากความหมายที่ตั้งไว้ โดยเน้นการวางที่เข้าใจภาพได้ง่าย การสื่อสารที่ถูกต้องและครบถ้วน ไปจนถึงการใช้งานจริง เพราะการใช้งานจริง ประกอบด้วยเงื่อนไขเพิ่มเติมได้อีกหลายด้าน เช่น การจัดวางเมื่ออยู่ร่วมกับองค์ประกอบอื่นๆ, การย่อขยายตามความจำเป็นในการใช้งาน, การสร้างที่สามารถรองรับการใช้งานได้แบบหลากหลายวิธีการ

คำว่า “โลโก้ที่ดีและสมบูรณ์” สามารถตีความได้กว้างมาก บางครั้ง แค่ “สวย” ก็นับว่าดีแล้ว แต่บางครั้ง นอกจาก “สวย” แล้ว อาจจะต้องเพิ่ม ความหมาย, สมัยนิยม, สีที่ชอบ, องค์ประกอบที่ต้องการจะใส่, รสนิยมของเจ้าของสินค้า ไปจนถึงความต้องการด้านความเชื่อ เช่น ฮวงจุ้ย หรือสีถูกโฉลก และอะไรได้อีกมากมาย จนบางครั้ง การออกแบบโลโก้ แทบไม่สามารถยึดหลักการใดๆ แบบที่มีสอนในวิชาออกแบบแค่เพียงหลักการเดียวได้เลยก็มี

ตัวอย่างการออกแบบโลโก้ https://dibdsign.com/wp-admin/post.php?post=3692&action=edit

บางครั้ง แม้การออกแบบโลโก้ จะกินความหมายกว้างมาก แต่ก็มีการพยายามจะสร้างกฏเกณฑ์บางอย่างสำหรับการออกแบบโลโก้เอาไว้ เพื่อให้มีหลักยึดในการออกแบบอยู่บ้าง เช่น

การรวมรวมความคิด, องค์ประกอบที่จำเป็นหรือสมควร, หน้าที่ ของโลโก้นั้น
• สร้างการรับรู้ รายละเอียดที่สำคัญที่ต้องการจะสื่อสารผ่านโลโก้
• สร้างการจดจำ
• สร้างความน่าเชื่อถือ
• สร้างความประทับใจ

การคิดถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยการคำนึงถึงความต้องการ, ความชอบ, ความพอใจ ของกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก หรือในทางตรงกันข้าม คือการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ผ่านลักษณะของโลโก้ เพื่อเลือกเป้าหมายที่จะชื่นชอบ

การใช้ตัวอักษรประกอบ ซึ่งอาจเป็นชื่อองค์กรหรือชื่อสินค้า ลงไปประกอบโลโก้ อาจมีข้อแม้บางประการ เช่น ชื่อไม่ควรจะยาวและอ่านยากจนเกินไป ซึ่งอาจเลือกเป็นอักษรย่อ หรือตัวนำของแต่ละคำมาใช้ก็ได้ เพื่อให้สั้นและจดจำได้ง่าย

ทำตาม CI หรือ Corporate Identity ขององค์กร ในกรณีที่เป็นสินค้าขององค์กร หรือหน่วยงานย่อยขององค์กร เช่น อาจเลือกใช้ชุดสีเดียวกัน หรือ Font เดียวกัน มาใช้ให้สอดคล้องกับโลโก้หลัก หรือ CI ที่ใช้อยู่

เลือกส่วนดีของตัวอย่างมาเป็นส่วนประกอบ เช่น เลือกสีจากแบบหนึ่ง เลือก Font จากอีกแบบ หากว่า มันดูสอดคล้องกันกับความต้องการ เราอาจเลือกเป็นตัวอย่างหรือแรงบันดาลใจได้ โดยไม่ใช่การเลียนแบบ

คิดหาสัญลักษณ์ที่ต้องการลงไป สัญลักษณ์ จะสามารถทำหน้าที่ได้หลายอย่าง เช่น การสื่อสารให้ลูกค้าทราบว่า เป็นสินค้าลักษณะไหน, หรือมีลักษณะเฉพาะตัวอย่างไร, หรือต้องการสร้างความแตกต่างตรงไหน, มันสามารถเป็นเครื่องมือสร้างลักษณะเฉพาะตัวให้โลโก้ได้มั๊ย

การหาไกด์ไลน์ หรือกริด เพื่อกำหนดขนาดหรือรูปทรง เช่น การสร้างฟอร์มของโลโก้โดยใช้ Golden Ratio เพื่อกำหนดความสัมพันธ์ของรูปทรงที่เข้ามาประกอบกันเป็นโลโก้ ให้เชื่อมโยงและสัมพันธ์กันอย่างลงตัว

สิ่งเหล่านี้ จะสามารถกำหนดขอบเขตการออกแบบโลโก้ให้แคบลงได้

เมื่อมีหลักเกณฑ์การออกแบบแล้วนั้น สิ่งต่อมาคือ การใช้หลักเกณฑ์นั้นควบคุมการออกแบบโลโก้ให้แคบลง และอาจใช้สิ่งเหล่านี้เป็นหลักการคิดออกแบบต่อไป

1. ต้องการให้โลโก้ สร้างหรือสื่ออารมณ์แบบไหน การสื่ออารมณ์ หรือสื่อความหมายนั้น สามารถใช้ลักษณะของส่วนประกอบในการออกแบบโลโก้ทั้งหมดสร้างความสัมพันธ์กัน จนสามารถถ่ายทอดความรู้สึกออกไปได้ เช่น การเลือกลักษณะของรูปทรง เหลี่ยม อาจหมายถึงความแข็งแกร่ง, โค้งมน เพื่อสร้างความนุ่มนวล, Font แบบมีหัว (Serif) ทำให้รู้สึกลึกซึ้ง หรูหรา ขณะที่ font แบบเรียบ (Sans-Serif) ให้ความรู้สึกเรียบง่าย หรือสมัยใหม่, สีแดง ทำให้รู้สึกมีพลัง กระตือรือร้น สีครีม เหมาะกับความอ่อนหวาน

2. ให้ความหมายผ่านสัญลักษณ์, การประดิษฐ์องค์ประกอบ, การจัดวาง หรือการสร้างสัญลักษณ์เพิ่มเติมขึ้นเป็นส่วนผสมในการออกแบบโลโก้

3. ความยั่งยืน โลโก้ที่ดี ไม่จำเป็นต้องอิงกระแสหรือยุคสมัยของการออกแบบมากจนมองเห็นได้ชัดเจนกว่าด้านอื่นๆ การออกแบบโลโก้ จำเป็นจะต้องคิดเผื่อไปในอนาคตว่า เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี หรือ 10 ปี โลโก้จะยังไม่ล้าสมัยเพราะกระแสนั้นหายไปแล้ว ความเรียบ ง่าย และน้อย มักเป็นทางเลือกที่จะสร้างความยั่งยืนได้มากกว่าโลโก้ที่มีรายละเอียดและสิ่งที่ไม่จำเป็นเยอะๆ

4. โลโก้ที่มีเอกลักษณ์ จะสามารถทำให้เกิดการจดจำได้ดีกว่าโลโก้ที่ออกแบบตามกระแส สามารถมองเห็นและจดจำได้แม้แค่มองผาด จึงเป็นเงื่อนไขคล้ายข้อ 3 คือ ทำน้อย แต่ชัดเจน

5. โลโก้จะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนและแยกตัวออกมาจากองค์ประกอบอื่นๆ ได้ หาโลโก้นั้นถูกพิมพ์เป็นขาวดำหรืองานพิมพ์สีเดียว หรือโลโก้จำเป็นต้องวางอยู่บนรูปภาพที่มีรายละเอียดเยอะๆ หรือแม้แต่การกลับค่าสี (Invert) ก็จะยังมองออกว่าเป็นโลโก้เดียวกัน

6. การขยายหรือย่อโลโก้ลงมา จะมีผลต่อการรับรู้และเข้าใจหรือจดจำได้มากน้อยแค่ไหน แม้โดยปกติ เรามักวางโลโก้ลงบนพื้นเรียบเพื่อขับเน้นโลโก้นั้นให้ชัดเจน แต่บางกรณี ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงข้อแม้บางอย่างได้ เช่น หากต้องการนำโลโก้นั้นไปพิมพ์นามบัตร อาจมีขนาดที่ไม่ควรเกิน 2-5 ซม. เมื่อทำที่ขนาดนั้นแล้ว จะยังมองเห็นและรับรู้ได้อยู่หรือไม่

เมื่ออ่านมาถึงขั้นตอนนี้ คุณจะเห็นได้ว่า การสร้างโลโก้ขึ้นมาได้ 1 ชิ้น อาจไม่ใช่เรื่องง่ายมากนัก ด้วยองค์ประกอบที่สำคัญมากมายก่อนที่จะนำมาประกอบกันเป็นโลโก้ 1 ชิ้น ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งเรียบง่ายและซับซ้อน ดังนั้น ก่อนที่จะสามารถสร้างโลโก้ออกมา 1 แบบ เราจึงต้องรวบรวมข้อมูลและองค์ประกอบที่สำคัญเอาไว้ก่อน จึงจะสามารถดัดแปลงสิ่งเหล่านั้นออกมาเป็นองค์ประกอบต่างๆ ของโลโก้ได้

https://dibdsign.com/wp-admin/post.php?post=3485&action=edit

ครั้งหน้า เราจะยังมีเรื่องราวของโลโก้ในด้านอื่นๆ มาเล่ากันต่อนะครับ

Facebook : facebook.com/we.are.the.choice.you.can.choose

Messenger : m.me/we.are.the.choice.you.can.choose

E-mail : dibdsign@gmail.com

Phone : 0814961751

Line : https://lin.ee/eqe2mtH


แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Share this post