มาดริปกาแฟกัน

มาดริปกาแฟกัน

หลายคนคงเคยเห็นการชงกาแฟกริปกันมาบ้างแล้ว หรืออาจติดใจในรสชาตเบาๆ มีรสและกลิ่นอมเปรี้ยว ดื่มแล้วชุ่มคอ ไม่ขมเข้มเหมือนกาแฟหนักๆ บางชนิด วันนี้ เรามาลองสร้างเมนูกาแฟยอดฮิตกันครับ ผมจะแนะนำวิธีคร่าวๆ แบบไม่ลงรายละเอียดระดับมืออาชีพ เอาแค่ให้คุณสามารถนำไปทำดื่มเองได้ สนุกกับมัน เรียนรู้วิธีการ และนำไปขยายไปในทิศทางที่คุณชอบได้

การดริป คือการชงกาแฟรูปแบบหนึ่ง ที่สามารถสร้างกาแฟแบบที่คุณสามารถทำได้เอง ไม่ต้องง้อไฟฟ้า และยังเคลื่อนย้ายได้สะดวก และให้รสชาตกาแฟที่แตกต่างออกไป การทำงานหลักๆ ของกาแฟดริปคือ การหยดน้ำร้อน ให้ไหลผ่านผงกาแฟ และสกัดเอาสารกาแฟออกมาผ่านอุณหภูมิความร้อนของน้ำ ผ่านการไหลรินของน้ำผ่านผิวขิงผงกาแฟ ผ่านการกรอง จนได้ออกมาเป็นน้ำกาแฟ ที่มีรสชาตอมเปรี้ยว ไม่ขมเข้ม ดื่มชุ่มคอ แตกต่างไปจากกาแฟที่สกัดจากเครื่องชงกาแฟแบบเอสเพรสโซ

อุปกรณ์ที่จำเป็น
1. เมล็ดกาแฟ โดยปกติ กาแฟดริปมักนิยมใช้เมล็ดคั่วอ่อน ซึ่งจะมีรสผลไม้หลงเหลืออยู่มาก ให้ความเปรี้ยว หวาน ของผลไม้ ไม่ขมเข้มหรือขมไหม้แบบเมล็ดคั่วเข้ม บางครั้ง สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกาแฟรสเข้มๆ อาจขยับมาเป้นเมล็ดคั่วกลางก็ได้
2. ที่บดเมล็ดกาแฟ มีหลากหลายรูปแบบและราคาให้เลือก มีทั้งแบบบดด้วยมือหมุนแบบวินเทจ หรือมือหมุนแบบสมัยใหม่ ไปจนถึงที่บดแบบไฟฟ้า
3. กาน้ำ ซึ่งเป็นกาน้ำที่มีพวยกาเป็นท่อขนาดเล็ก เพื่อการควบคุมระดับน้ำและทิศทางการรินของน้ำได้โดยสะดวก มีมือจับที่สามารถประคองกาได้โดยไม่ร้อน และยกเอียงเพื่อรินน้ำได้โดยสะดวก
4. น้ำร้อน อุณหภูมิสำหรับการดริป ได้ตั้งแต่ 80 ปลายๆ ไปจนถึง 90 ต้นๆ
5. ถ้วยกรอง หรือ Dripper มีหลายรูปแบบ ที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป คือทรงกรวย มีปลายทางน้ำออกเป็นรูทรงกลม ใช้กับกระดาษกรองแบบ V60 และทรง 4 เหลี่ยมคางหมู (เมื่อมองจากด้านข้าง) ปลายทางน้ำออกเป็นรูขนาดเล็กเรียงตัวกัน 4 รู และแบบอื่นๆ แต่ไม่นำมาแนะนำ เพราะหาซื้อได้ยากกว่า
6. กระดาษกรอง เป็นกระดาษที่ใช้เป็นที่กรองน้ำกาแฟ กันไม่ให้กากกาแฟไหลมาปะปนกับน้ำกาแฟ โดยมี 2 รูปทรงหลักๆ คือ V60 และ 4 เหลี่ยมคางหมู เนื้อกระดาษ มีทั้งแบบฟอกขาวและไม่ฟอกขาว

การเตรียมเมล็ดกาแฟ
เมล็ดกาแฟที่นิยมใช้ดริปนั้น มักนิยมเป็นเมล็ดคั่วอ่อน (ข้างซองมักระบุว่า Filter) ที่ควรเป้นเมล็ดคั่วใหม่ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ และไม่ควรเกิน 1 เดือน เพราะอาจทำให้รสชาตผิดเพี้ยนไปได้หากเป็นเมล็ดที่เก่า และไม่ควรใช้แบบบดสำเร็จ เพราะเมล็ดกาแฟที่บดสำเร็จมาแล้ว มีอายุใช้งานที่ดีได้ไม่นานเกิน 1 อาทิตย์ ควรซื้อเมล็ดที่ยังไม่บดมาเพื่อบดเอง จะให้รสชาตดีกว่ามาก

การบดเมล็ดกาแฟสำหรับดริปนั้น ควรตั้งหัวบดเป็นหยาบระดับน้ำตาลทราย ไม่เป็นฝุ่น เพราะหากบดละเอียดมากเกินไป เป็นการเปิดผิวสัมผัสให้น้ำร้อนมากเกินพอดี จะทำให้กาแฟมีความขมจากการโดนความร้อนของน้ำร้อนได้สูงกว่า ปริมาณที่ใช้สำหรับ 1 แก้ว จะใช้เมล็ดกาแฟหนักประมาณ 15-20 กรัม

เริ่มต้น
เมื่อเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างแล้ว วาง Dripper ที่มีกระดาษ Filter วางซ้อนอยู่แล้วลงบนแก้ว หรือเหยือก (ตามปริมาณที่ต้องการ) ควรรดน้ำร้อนลงบน Filter เปล่าให้เปียกชุ่มก่อน เพื่อลวกล้างกลิ่นกระดาษกรอง เมื่อน้ำร้อนไหลไปจนหมดแล้ว จึงค่อยเทเมล็ดกาแฟที่บดแล้วลงไป และนำ Dripper นั้นมาวางบนแก้วกาแฟได้เลย

วิธีรินน้ำ
การรินน้ำ ให้รินจากบริเวณตรงกลาง วนออกเป็นก้นหอยไปยังขอบๆ สังเกตุให้น้ำได้รดลงบนผงกาแฟแบบทั่วถึง และไม่ควรให้น้ำร้อนสัมผัสกระดาษกรองโดยตรง เพราะอาจดึงกลิ่นกระดาษมาด้วยได้

ดริปจริง
ผมจะยกตัวอย่างเป็นแบบที่ผมใช้นะครับ ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนตัวเลขได้ตามต้องการครับ

กาแฟน้ำหนัก 20 กรัม ใช้น้ำ 240 กรัม หรือเทียบเท่าค่า Ratio ที่ 1:12 ครับ โดยแบ่งเป็น 5 รอบ ที่น้ำหนักน้ำ 40 : 50 : 50 : 50 : 50 กรัม โดยการแบ่งเวลาครั้งแรก ที่ปริมาณน้ำ 40 กรัม รินน้ำเป็นก้นหอยจากตรงกลาง ขยายออกไปด้านข้าง โดยไม่ให้น้ำสัมผัสกระดาษโดยตรง เมื่อครบ 40 กรัม ก็ทิ้งไว้ประมาณ 45 วินาที (รวมเวลาที่รินน้ำด้วย) เมื่อครบเวลา 45 วินาทีแล้ว จึงค่อยรินน้ำรอบ 2 ที่ 50 กรัมต่อไป คราวนี้ ไม่ต้องดูเวลาแล้วครับ คอยดูน้ำเอาไว้ หากน้ำงวดจนปรากฏผงกาแฟขึ้นมา ก็รินน้ำครั้งต่อไปได้เลย จนกว่าจะครบ ซึ่งขั้นตอนนี้ สามารถเพิ่ม ลด ประมาณน้ำได้ เล็กน้อย หากต้องการความเข้มกว่า อาจตัดรอบที่ 5 ทิ้งไป หรือต้องการอ่อนกว่า ก็เพิ่มปริมาณน้ำในแต่ละรอบขึ้นก็ได้ครับ

สำเร็จ
ก็จะได้นำกาแฟดริปพร้อมดื่มแล้วครับ หากชอบเย็น ก็สามารถใส่น้ำแข็งก้อนลงไปในน้ำกาแฟได้ตามปกติ หรือดริปลงบนน้ำแข็งตั้งแต่ต้นก็ได้


เท่านี้ ก็จะได้กาแฟดริปฝีมือตัวเองไว้ดื่มชิลๆ อยู่กับบ้านแล้วครับ สิ่งที่สำคัญของกาแฟดริป คือเมล็ดกาแฟ หากสามารถเลือกเมล็ดที่ดีได้ สิ่งนี้จะมีผลต่อรสชาตกาแฟมากที่สุด ส่วนอุปกรณ์เป็นรองครับ

แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Share this post