น้องชายของผม 3 (ตอนจบ)

น้องชายของผม 3 (ตอนจบ)

ผมคบหากับเธอคนนั้นโดยน้องแทบไม่รู้เรื่อง มารู้อีกทีก็เมื่อเราเป็นแฟนกันแล้ว ดูเหมือนเขาจะงอนๆ ผมอยู่บ้าง แต่ก็คอยไต่ถามถึงเธออยู่บ่อยๆ เมื่อเราได้กลับบ้านน้ามาเจอกัน ผมก็เล่าให้เค้าฟังแทบทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง แต่ 2 คนไม่มีโอกาสได้มาเจอกัน เวลานั้น ผมเริ่มรู้สึกว่า ความรักมันควรเป็นเรื่องส่วนตัวของผม มากกว่าที่จะให้ใครเข้ามาแนะแนวโดยไม่จำเป็น ผมเลยไม่พยายามให้คนทั้งคู่ได้มาเจอกัน แต่ผมก็ไม่ถึงกับปิดอะไรไว้เป็นความลับ เล่าเท่าที่รู้สึกว่าควรจะเล่า และเป็นการเล่าที่ไม่ใช่การปรึกษาอีกต่อไป ผมรู้สึกว่า ผมควรจะดูแลความรักด้วยความคิดและความรู้สึกของผมเอง มากกว่าจะฟังแนวทางจากใคร

เธอเคยเล่าว่า ครั้งนึง เมื่อยังไม่ได้เริ่มพูดคุยกัน เธอเคยมองมาที่ผมขณะผมโดนพี่ว๊ากเล่นงานอยู่หน้าสแตนเชียร์ และมองเห็นอะไรบางอย่างจากผู้ชายคนนั้น แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรต่อไปมาก ความจริง หลังจากเวลานั้น ผมเองก็เริ่มรู้สึกถึงการมีตัวตนในบางด้านของตัวเอง มีคนรู้จัก มีคนทักทาย จนผมรู้สึกตัวเองขึ้นมาบ้างในบางทีว่า ผมก็ไม่ใช่แค่เด็กไม่เอาไหนที่โลกไม่อยากจำนี่นา

ผมเล่าเรื่องที่บ้านของผมให้เธอคนนั้นฟังบ่อยๆ ทั้งแม่ พี่ชาย พี่สาว น้องชาย ไปจนถึงน้าสาวที่ผมเคยอาศัยอยู่ด้วย แม้กระทั่งน้าชายอีกคนและครอบครัว จนเธอแทบจะรู้จักคนที่บ้านผมพอ แม้จะยังไม่เคยเจอกัน เธอเป็นคนเรียนเก่ง อย่างน้อยที่สุด ก็เคยทำให้ผมได้เกรด C ในการสอบวิชาภาษาอังกฤษตัวแรกในชีวิต ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ดีที่สุดก็แค่ D หรือไม่ก็ตก แม้เราจะเรียนคณะเดียวกัน แต่ต่างภาควิชากัน แต่เราก็คอยช่วยเหลือกันอยู่บ่อยๆ ในเรื่องต่างๆ ให้คำปรึกษาและดูแลกัน และผมเริ่มรู้สึกว่า น้องชายกำลังค่อยๆ หายไปจากชีวิตและความจำเป็นของผม แม้เราจะกลับมาเจอกันอยู่บ้างที่บ้านน้า แต่ก็ต่างคนต่างอยู่ไป น้องนอนในห้อง ส่วนผมชอบนอนดูทีวีที่ห้องรับแขกจนหลับไปที่โซฟาแทบทุกคืน

ผมย้อนคิดกลับไปในอดีต เห็นภาพตัวเองในภาพของเด็กที่ไม่มีตัวตน และไม่เอาไหน ความจริง ถ้าผมขยันเรียนเหมือนเด็กเก่งๆ ผมอาจเรียนได้ดีกว่านี้อย่างที่แม่เคยบอก ผมสอบเข้า ม.1 ในโรงเรียนดังแห่งภาคใต้ได้ แต่ก็จบมาอย่างกระท่อนกระแท่น ผมสอบเข้าระดับ ปวช ในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล (สมัยนั้นยังไม่มีคำว่า ราชมงคล) ได้ แต่ก็โดนรีไทล์ตั้งแต่เทอม 1 ผมสอบเข้าวิทยาลัยช่างศิลปซึ่งเป็นโรงเรียนศิลปะระดับ ปวช ของรัฐเพียงโรงเรียนเดียวในประเทศได้ แต่ก็เรียนซ้ำชั้น ความเป็นเด็กไม่เอาไหนของผม มันซ้ำซากอยู่ในหัว จนไม่อยากคิดจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง และได้แต่คอยพึ่งพาน้องชายมาตลอด ให้เค้าแนะนำ ให้เค้าสอน ให้เค้าบอกวิธี ให้เค้าคิดให้ ถ้าบังคับเค้าได้ บางเรื่อง ผมคงให้เค้าทำแทนไปแล้ว

แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์การเป็นผู้ (เดิน) นำประท้วง มันทำให้ผมเห็นความเป็นไปได้อีกด้านของผม รู้สึกได้ว่า ถ้าผมจะทำ มันก็น่าจะพอทำเองได้นี่นา นั่นอาจเป็นสาเหตุให้ผมมาใช้ชีวิตกับเธอในช่วงนั้น โดยไม่มีน้องเข้ามาเกี่ยวข้องเลย

จนกระทั่ง เมื่อเปิดเทอมใหม่ของปีที่ 4 ผมเกิดอุบัติเหตุขึ้น ขณะกลับหอพักหน้ามหาวิทยาลัยตอนกลางคืน โดยผมเดินข้ามถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งมีทั้งช่องทางด่วนอยู่ตรงกลางและทางคู่ขนานขนาบข้าง เมื่อมาถึงจะข้ามมาคู่ขนาน ก้าวแรกที่ผมเดินลงมาขณะหันไปมองรถที่วิ่งมาทางซ้ายมือว่าโล่งดีแล้ว แต่กลับโดนรถวิ่งย้อนศรมาชนเข้าอย่างจัง ผมตัวลอยไปในอากาศและตกลงมากระแทกหน้ารถคันนั้นอีกครั้ง และสสลบไป

.

.

.

.

.

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ผมไม่ทราบได้ แต่เช้าวันนึง ผมตื่นขึ้นมาน่าจะเป็นเวลาสายๆ ที่บ้านน้าสาว ตรงบริเวณห้องรับแขกที่ผมเคยนอนเมื่อกลับมาบ้านน้า หันไปเห็นแฟนนั่งคุยกับแม่อยู่ โดยได้ยินเสียงพี่สาวอยู่ในครัว ผมนอนลืมตาและผงกหัวดูทุกคนโดยความสงสัย และร้องถามแม่ไปว่า ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

แม่กับแฟนเล่าให้ฟังว่า คืนนั้น ผมโดนรถชน และสลบไป กระเป๋าตังค์และบัตรประชาชนของผมตกอยู่หน้าป้อมยามของหอพัก ยามเลยเอาบัตรของผมถามหาคนรู้จัก เพื่อนผมบางคนที่อยุ่หอพักด้วยกันจึงรู้ และเรียกให้แฟนมาดูที่โรงพยาบาล แฟนจึงโทรบอกน้าว่าผมโดนรถชน

ระหว่างที่ผมรักษาตัวอยู่ที่ รพ. สมองผมคงได้รับความกระทบกระเทือนบางอย่างไป จนผมแทบจำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะเหตุการต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นวันต่อวัน ในวันรุ่งขึ้น ผมจะจำเหตุการณ์ของเมื่อวานไม่ได้ และเหมือนพูดจาไม่รู้เรื่อง และมีอารมณ์ที่รุงแรง กราดเกรี้ยวใส่ทุกคน ผมรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลประมาณเกือบ 3 อาทิตย์ หมอจึงอนุญาตให้กลับบ้านได้ เพราะน้าสาวผมเป็นพยาบาล น่าจะพอดูแลกันได้โดยไม่ต้องนอนอยู่ที่โรงพยาบาล ผมจึงได้กลับบ้าน แม้จะมีอาการหลงลืมและกราดเกรี้ยวอยู่ แต่ก็พอจะควบคุมไหว

จนเมื่อเช้านั้นที่ผมตื่นมาและถามแม่ไปว่า ผมมานอนอยู่ที่นี่ได้ยังไง แม่จึงรู้สึกว่า ผมคงจะเริ่มกลับมาเป็นปกติแล้ว ซึ่งก็จริงเหมือนที่แม่คิด อารมณ์ผมกลับมาเป็นปกติ แต่ความจำในรายละเอียดต่างๆ ยังกลับมาไม่ครบถ้วนดีนัก เช่น เบอร์โทรศัพท์ ที่สมัยก่อน ผมไม่เคยจำเป็นต้องใช้สมุดจดเบอร์โทรศัพท์ แต่ใช้วิธีจำเอา แต่ช่วงนั้นผมจะจำไม่ได้เลย เบอร์แรกที่นึกออกคือเบอร์บ้านแฟน เพราะเป็นเบอร์ที่โทรหาบ่อยๆ

ปัญหาหลักๆ ของผมคือ อุบัติเหตุคราวนั้น ทำให้แขนและขาด้านขวาของผมหัก โดยขาหักเหนือข้อเท้ามาหน่อย และหัวไหล่ ซึ่งทำให้ผมไม่สามารถเดินโดยใช้ไม้เท้าได้ เวลานั้น ก็ได้แต่คอยพึ่งพาแม่ พี่สาว น้า และแฟน ช่วยกันดูแล แฟนจะมาหาบ่อยๆ เมื่อมา ก็จะไปนั่งคุยกับแม่เงียบๆ บ้างในบางที 2 คนมีเรื่องต้องคุยกันบ่อยๆ แต่เมื่อถามว่าคุยอะไรกัน ต่างก็ไม่มีใครตอบ

เวลานั้น พี่ชายย้ายตัวเองกลับไปที่หาดใหญ่แล้ว จึงเหลือแต่แม่ พี่สาว น้าสาว และแฟน ที่คอยดูแลผม ผมต้องเป็นผู้ป่วยแบบนั้นอยู่หลายเดือน เพื่อรอให้แขนและขากลับมาเป็นปกติ ผมถึงจะสามารถลุกเดินได้ มันทั้งเบื่อหน่าย ทรมานใจ หงุดหงิด ที่ต้องนอนนิ่งๆ อยู่หลายเดือน จะไปไหนก็ได้แต่ถดๆ ไป (ยกเว้นวันที่ไม่มีใครอยู่และมีเพื่อนมาเยี่ยม เพราะผมสามารถกระโดดขาเดียวไปแอบสูบบุหรี่ที่ขอเพื่อนมาถึงหลังบ้านได้)

วันนั้นเป็นวันเสาร์ ที่แฟนไม่ได้ไปเรียน จึงมาเยี่ยมผมที่บ้าน หลังจากแม่และพี่กลับหาดใหญ่ไปแล้ว เพราะผมเริ่มดูแลตัวเองได้มากขึ้นแล้ว เห็นแฟนต้องมาบ่อยๆ ก็รู้สึกเห็นใจ และจู่ๆ ผมก็คิดถึงน้องชายขึ้นมา

ผมตกใจมาก และโกรธตัวเองมาก เมื่อคิดถึงน้อง ดูเหมือนสิ่งที่ผมลืมไปเลยไม่ใช่แค่เบอร์โทรของใครๆ แต่กลับเป็นน้องชายทั้งคน ที่ตลอดเวลาเกือบ 3 เดือน ผมไม่เคยนึกถึงเขาเลย น้องชายหายไปจากความจำโดยสิ้นเชิง และเหมือนกับว่า ผมจะตัดเขาไปจากความทรงจำเสียหมด เพราะดูเหมือนไม่มีใครพูดถึงเขาเลยสักคำ ในเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา

วูบนั้น น้ำตาผมไหล คิดถึงน้องชายจับหัวใจ ถ้าเค้าอยุ่ด้วย คงไม่ต้องลำบากแม่หรือพี่ หรือแฟน ที่ต้องคอยประคองเวลาผมจะเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ เพราะผมตัวไม่ใช่เล็กๆ และเชื่อว่า เค้าคงสามารถดูแลผมได้เป็นอย่างดีมากเสียกว่าใครๆ นึกเสียดายว่า เค้าน่าจะอยู่ด้วยกันในเวลานี้

แต่…เค้าหายไปไหน?

คำถามเกิดขึ้นมาแบบงงๆ

น้องชายผมหายไปไหน?

ทำไมเขาไม่อยู่บ้าน ไม่มาดูแลผม หรือแม้แต่โทรมาถามไถ่กัน และทำไมไม่มีใครพูดถึง

ผมร้องเรียกแฟนด้วยเสียงดัง จนเธอตกใจ รีบวิ่งมาจากหลีงบ้านมาหาผม ผมตะโกนถามไปหลายครั้ง ซ้ำๆ น้องผมล่ะ น้องชายผม เขาหายไปไหน เขาไปไหน ทำไมไม่มีใครพูดถึงเขาเลยตลอด 3 เดือนมานี้ เกิดอะไรขึ้น

แฟนผมน้ำตาไหล มองหน้าผมและนิ่งเงียบไป รอจนผมหมดแรงจะตะโกนถาม พยุงให้ผมลุกขึ้นนั่งบนโซฟา และเธอนั่งลงยังตัวข้างๆ

เธอบอกให้ผมตั้งใจฟังให้ดีๆ

เธอว่า ตั้งแต่เธอมาเยี่ยมผมที่นี่ และได้เจอกับแม่เป็นครั้งแรก เธอก็ถามไถ่เกี่ยวกับเรื่องน้องชาย เพราะไม่เคยเห็นเขามาเยี่ยม ทั้งที่ผมเล่าให้ฟังว่า เขายังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยในกรุงเทพอยู่ด้วย แม่ใช้เวลานานพอสมควร ค่อยๆ เล่าบางเรื่องให้เธอฟัง

แม่บอกเธอว่า ผมมีพี่ 2 คน และผมเป็นลูกคนสุดท้อง และไม่เคยมีน้องชายมาก่อน น้องชายของผม เป็นเพียงน้องที่เกิดจากจินตนาการเท่านั้น ผมสร้างตัวตนน้องขึ้นมาตั้งแต่ยังเด็ก สมัยแรกๆ ครอบครัวของผมคิดแค่เพียงว่า มันคงเป็นจินตนาการของเด็ก เลยไม่ใส่ใจ แต่ยิ่งผมโตขึ้น น้องชายของผมกลับยิ่งมีตัวตนที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ จากจินตนาการของผม แม่และพ่อ เลยต้องหมั่นพาผมเข้าปรึกษาหมอทางจิตเวชในเมืองอยู่บ่อยๆ แต่ไม่หายขาด จนผมโต น้องในจินตนาการก็เติบโตตามผมขึ้นไปเรื่อยๆ จนแม่คิดว่า ควรส่งผมขึ้นมาเรียนกรุงเทพ เพื่อจะได้ห่างไปจากน้องในจินตนาการ ซึ่งก็ไม่ได้ผล ผมยังพาน้องขึ้นมาเรียนด้วย จนถึงเวลานี้

ในความโชคร้ายที่ผมโดนรถชน และทำให้ความจำบางเรื่องของผมหายไป และมันรวมถึงเรื่องน้องชายของผมด้วย ซึ่งทุกคนดีใจกันมาก ที่ผมสามารถลืมน้องในจินตนาการไปได้

ผมเถียงแฟนไปว่า มันไม่จริง และเล่าเรื่องการพูดคุย ทำกิจกรรม การคอยแนะนำ คอยสอน หรือแม้แต่คำวิพากษ์วิจารณ์รูปของเธอด้วยซ้ำ ยามผมเอารูปของเธอมาอวด

แฟนเลยถามผมว่า งั้นบอกมาซิ น้องผมชื่ออะไร

ผมนิ่งคิด ตลอดมา ผมเรียกเขาว่าน้องมาตลอด แต่นึกชื่อเขายังไงก็นึกไม่ออก ผมเริ่มงงและสับสนว่าตกลงแล้ว อะไรจริง อะไรไม่จริงกันแน่

เธอพูดต่ออีกว่า น้องชายคนนั้น ที่จริง มันคือตัวผมเองในโลกสมมุติ เขาคือคนที่ผมอยากเป็น คนที่ผมวาดให้ตัวเอง ด้วยความกลัว ไม่กล้า ไม่มั่นใจ และไม่กล้าพอที่จะทำด้วยตัวเอง น้องชายจึงเกิดขึ้นมาเพื่อชดเชยความรู้สึกส่วนนั้นให้ตัวเองเท่านั้น และอาจเป็นตัวแทนของพี่ชาย ที่ชีวิตการเรียนของผม เดินตามหลังเขามาตลอด เพียงแต่ผมกับพี่ชายแทบไม่เคยได้อยู่ด้วยกันแบบนานๆ และไม่สนิทกันนัก

ผมหลับตา เห็นภาพวัยเด็ก คำพูดที่พี่เคยบอกว่าผมบ้า การเปลี่ยนจากหลอกหนอนมาเป็นเรื่องขำของมอเตอร์ไซด์รับจ้าง และเรื่องราวอีกมากมายที่เกิดขึ้นระหว่าเขากับผม ชั่วชีวิต 20 ปีมานี้ ผมเป็นบ้าไปเองหรือนี่

จำได้คร่าวๆ ว่า เคยมีคนทัก แต่ผมไม่ใส่ใจจะฟัง ผมรู้สึกได้ถึงตัวตนของน้องผมเห็นภาพการพูดคุย การปรึกษา การถกเถียง ความรู้สึกปกติที่มีเขาอยู่ข้างๆ แต่ทุกภาพที่เห็น ก็มักจะเป็นภาพเมื่อยามอยู่ตามลำพัง หรืออยู่ในจุดที่ไม่มี่ใครรอบข้างจะมาสนใจผมนัก

เธอเล่าต่ออีกว่า เธอเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนผมเรียนมหาวิทยาลัยให้น้าสาวฟัง น้าผมจึงนำไปปรึกษากับอาจารย์หมอด้านจิตเวช

สิ่งที่เกิดขึ้น อาจารย์หมอบอกว่า มันอาจเป็นการปรับตัวของผม เมื่อถึงวันที่ผมเริ่มรู้สึกว่า น้องในจินตนาการเริ่มมีบทบาทมากไปในชีวิต เริ่มแรก อาจเริ่มจากการยกมือตอบรับการเดินนำของผม โดยไม่จำเป็นต้องรอการปรึกษากับน้อง มันอาจจุดประกายการขบถขึ้นใจใจของผม จนผมเห็นผลไปว่า มันทำให้ผมเป็นที่รู้จักของคนอีกมากมาย นั่นอาจทำให้ผมเริ่มลดความจำเป็นที่มีต่อน้องลงไป จนกระทั่งผมมีแฟน และผมได้ดูแลแฟน รวมทั้งการดูแลผมจากแฟน มันเลยอาจทำให้ผมมองเห็นความสำคัญของเขาน้อยลงทุกที ที่เหลือ มันก็อาจเป็นเพียงความเชื่อ

ผมนั่งฟังนิ่ง ไม่เกิดคำถามอะไรในใจที่จะถามเธอออกไป จริงสินะ น้องที่แม้ชื่อ ผมก็ยังไม่รู้จัก นี่ผมคงเป็นเหมือนคนบ้าไปแล้ว

นึกย้อนกลับไป ทุกคนในครอบครัวพยายามทักผมอย่างระมัดระวังมาตลอด แต่ภาพของน้องนั้นชัดเจนเสียจนคำทักไม่เป็นผล หากไม่เพราะผมเกิดอุบัติเหตุและมีปัญหาเรื่องความจำ ยังไง ผมก็คงไม่เชื่อที่แฟนพูด

.

.

.

.

เวลาผ่านไป 20 ปี ผมกับแฟนในเวลานั้นเลิกลากันไปนานแล้ว หลายครั้งที่ผมมีเวลาย้อนกลับไปคิด ผมยังคงนึกชื่อและหน้าตาในจินตนาการไม่ออก แต่ก็ได้รับรู้ชัดเจนแล้วว่า ผมเป็นลูกคนสุดท้องของแม่ และน้องชายผมไม่เคยมีอยู่จริง

เดี๋ยวนี้ ความเป็นคนขี้กลัว ใจไม่กล้าของผม ยังคงมีอยู่ แม้จะลดน้อยลงไปบ้าง แต่ผมยอมรับมันได้ อายุไกล้ 50 ของผมมันทำให้เรายอมรับกับเรื่องแย่ๆ ในชีวิตที่ผ่านมาได้ เพราะผมเป็นเพียงมนุษย์ปกติ ไม่ได้เกิดเป็นธอร์ที่กล้าหาญไปเสียทุกเรื่อง ไม่ได้เป็นโทนี่ สตาร์ค ที่เฉลียวฉลาดและเก่ง เพราะมนุษย์ปกติสามารถกลัว สามารถเป็นผู้แพ้ และขี้ขลาดได้ เก้าอี้ในห้องเรียนก็ยังมีเก้าอี้หลังห้องให้เลือกนั่ง

จนกระทั่งเมื่อเดือนก่อน ก่อนเข้านอน ผมนั่งไล่อ่านเฟสบุคไปเรื่อยๆ เห็นโพสต์ของเพื่อนรุ่นพี่คนนึง เขาไปเปิดร้านอยู่ตรงตลาดหัวตะเข้ (เป็นตลาดริมคลองประเวศ ซึ่งสมัยเรียน ปวช ลงรถเมล์แล้ว จะต้องเดินผ่านบริเวณนั้นเพื่อเข้าไปในโรงเรียน

ภาพจำหลายๆ ภาพของผมในสมัยเกือบ 30 ปีก่อนย้อนมาให้เห็น บางวิชา อาจารย์เคยพาออกมาวาดสีน้ำในบริเวณนั้น ภาพอาคารไม้เก่าแก่ ทรุดโทรม แต่มีองค์ประกอบมากมายให้เราได้ถ่ายทอดออกมาผ่านสีน้ำ หรือเส้นดินสอ แม้โดยปกติ ผมจะเดินทางมาโรงเรียนด้วยรถไฟอีกฝั่งนึง แต่บางขณะที่ผมอยู่หอพัก ก็ไม่ได้ไกลออกจากบริเวณนั้นมาก บางครั้งยังมาฝากท้องกับร้านก๊วยเตี๋ยวแถวนั้นอยู่บ่อยๆ

ผมนึกถึงน้องชายขึ้นมา หลายครั้งที่เราเดินมาด้วยกัน สั่งก๊วยเตี๋ยวมากินด้วยกัน ทำไมผมถึงรู้สึกจริงจังไปได้ขนาดนั้น ผมยังจำได้ว่า เขาชอบสั่งก๊วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ส่วนผมชอบสั่งเส้นหมี่มาจนถึงทุกวันนี้ จำได้กระทั่งว่า น้องชายเป็นคนไม่ชอบใส่เสื้อไว้ในกางเกง และชอบใส่กางเกงลีวายส์ป้ายหนัง (เป็นป้ายลักษณะนึงของลีวายส์เก่าๆ ที่ป้ายยี่ห้อข้างหลังจะเป็นแผ่นหนังหนา และไม่เย็บติดกับกางเกงทั้ง 4 ด้านเหมือนลีวายส์ทรงธรรมดา สามารถสอดเข็มขัดเข้าไปได้) และเรามักไปหาซื้อในตลาดของเก่าด้วยกันบ่อยตอนปิดเทอม เขาชอบใส่บู้ทคลายทรงบู้ทคาวบอย แต่เป็นแบบหัวตัดและไม่มีลวดลาย รูปร่างผอม ไหล่กว้าง ทำให้แต่งตัวแนวนั้นดูดีกว่าผม ซึ่งสมัยนั้นค่อนข้างเจ้าเนื้อและไหล่แคบ ใส่เสื้อแบบไหนก็ไม่สวยเหมือนเค้า

น้องกินเหล้าได้ คอแข็ง แม้จะไม่ชอบกินพร่ำเพรื่อ อาจเพราะต้องคอยแบกพี่ชายคออ่อนอย่างผม ยามที่กินไปไม่กี่แก้วก็เมาเสียแล้ว แต่ไม่สูบบุหรี่หรือกัญชา

ผมไม่เคยเห็นน้องแสดงท่าทีชอบพอใคร ทั้งที่เด็กรุ่นเขา มีหน้าตาดีหลายคน หรือแม้แต่รุ่นน้องที่ผมตามจีบอยู่ ก็รุ่นเดียวกันกับน้อง แต่กลับคอยแนะคอยสอนให้ผมจีบคนนั้นคนนี้อยู่เรื่อยๆ

หรือบางที น้องในจินตนาการของผม อาจเป็นเพียงตัวตนในแบบที่ผมอยากจะเป็น อยากมีความคิดอ่านแบบนั้น บุคคลิกแบบนั้น กล้าหาญและไม่รู้จักความกลัว เป็นลูกผู้ชายได้เต็มร้อย ในแบบที่ผมไม่มีวันเป็นได้จริง

หลายครั้งที่ผมเคยต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ ผมนึกถึงเขาเสมอ แม้ในที่สุด การตัดสินใจนั้น จะมาจากเหตุผลของผมเอง แต่ก็มักจะมีความไม่มั่นใจซ่อนอยู่เสมอ

แ ม้ในวัยไกล้ 50 หลายการตัดสินใจของผม น่าจะไกล้เคียงกับระดับปกติ รู้จักตัวเองมากขึ้น มองเห็นทั้งข้อดีและเสียของตัวเองมากพอที่จะใช้เป็นเครื่องมือตัดสินใจ หรือแสดงออก แต่ผมก็ยังอยากเห็นภาพบุคลิกหรือการตัดสินใจแบบของน้องไว้เป็นแนวทางอยู่ดี

ขณะนั่งคิดภาพไปเรื่อยเปื่อย ภรรยาของผมเดินเข้าห้องมา พร้อมยื่นโทรศัพท์ของผมให้ บอกว่ามีคนโทรหา

ผมมองนาฬิกา เป็นเวลา 0.14 นาฬิกาแล้ว ใครมันช่างโทรมาดึกๆ ไม่รู้จักเกรงใจกันเลย ดูหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรเข้ามา เป็นเพียงหมายเลขที่ไม่ได้เมมไว้เป็นชื่อ

“ฮัลโหล หวัดดีครับ ใครพูดสายครับ” 

ผมทักไปอย่างสุภาพ เพราะอาจเป็นเรื่องสำคัญ ถึงมีคนโทรเข้ามาเวลานี้

“โหล นี่กูเอง ยังจำเสียงกูได้มั้ยล่ะ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”

ผมคุ้นเสียงนั้นมาก แต่ก็นึกไม่ออกอยู่ดี

“ขอโทษครับ ผมนึกเสียงไม่ออกจริงๆ แต่คุ้นหูอยู่ รบกวนบอกชื่อหน่อยได้มั้งครับ”

“กูเอง แม่งจำเสียงน้องชายไม่ได้แล้วเหรอครับพี่ นี่กูพึ่งกลับถึงเมืองไทย ตอนนี้อยู่สุวรรณภูมิ เห็นแม่บอกว่า บ้านมึงอยู่ไกล้สุวรรณภูมิ คืนนี้ขอไปนอนบ้านมึงหน่อยสิ คิดถึงมึงว่ะ ไม่เจอกันมาร่วม 25 ปี ตั้งแต่กูได้ทุนไปอเมริกา แล้วไปเป็นโรบินฮู้ดอยู่นานเลย จนกูได้กรีนการ์ดแล้ว เลยตั้งใจจะกลับมาเซอร์ไพร์มึงซะหน่อย ส่งโลเกชั่นมึงมาให้กูหน่อย ไอดีกูคือเบอร์นี้แหละ ไม่น่าจะเกินชั่วโมง อย่าพึ่งรีบหลับนะ กูหิ้วของมาฝากมึงกะเมียมึงเยอะแยะเชียวล่ะ”….

 350 total views,  6 views today

Share this post