น้องชายของผม 2

น้องชายของผม 2

ผมขึ้นเรียนชั้น ม.1-3 ในโรงเรียนที่ถือว่าสอบเข้ายากที่สุดในหาดใหญ่แบบเหมือนจะฟลุค เสียค่าเรียนพิเศษไปหลายที่ แม่บอกว่า ที่จริง ผมเป็นเด็กหัวดีคนนึง แต่มีปัญหาหลายอย่าง (ผมออกจะมั่นใจว่า น่าจะแค่ปัญหาขี้เกียจเรียนอย่างเดียว) เลยทำให้ผมเรียนได้คะแนนไม่ดีนัก ขณะที่ขึ้นชั้น ม.3 น้องชายผมก็สอบได้และเข้าเรียนชั้น ม.1 ในโรงเรียนเดียวกัน แต่ที่บ้านไม่ยักกะตื่นเต้นเท่าตอนที่รู้ว่าผมสอบได้ คงเป็นเพราะดูเหมือนผมน่าจะไม่มีปัญญาสอบได้ตั้งแต่แรกแล้วมั๊ง ทุกคนเลยออกจะดีใจ เมื่อผมสอบเข้าได้

ผมไปโรงเรียนกับน้องทุกวัน โดยขึ้นรถตุ๊กๆ เจ้าประจำไปโรงเรียนทุกวัน (รถตุ๊กๆ แบบซูบารุ มีที่นั่ง 2 แถว และรับคนขึ้นได้เรื่อยๆ ในเส้นทางเดียวกันเหมือนรถ 2 แถว) รถตุ๊กๆ คันนี้บ้านอยู่ไกล้ๆ กับบ้านผม ผมเป็นลูกค้าคนแรกของเขาเสมอ ด้วยเหตุนี้กระมัง เขาเลยเก็บตังค์ผมแค่ครั้งละ 2 บาท (เท่ากับแค่ 1 คน) ไม่เคยเก็บของน้องชายผมเลย เลยกลายเป็นเจ้าประจำกันทุกเช้า

เมื่อเป็นนักเรียนในโรงเรียนที่มีการแข่งขันกันสูง และการเป็นเด็กขี้เกียจอย่างผม แม่เลยบังคับให้ผมเรียนพิเศษทุกเย็น และแยกกันกลับบ้านกับน้อง ซึ่งไม่ต้องเรียนพิเศษอะไร ตกเย็น เราจึงไม่ต้องรอกัน เลิกเรียนแล้ว ผมเดินออกประตูโรงเรียนเดินข้ามถนนไป เดินลัดเลาะซอยไป 2-3 ซอย ก็เป็นอีกโรงเรียนนึง ซึ่งมีคณะอาจารย์ใช้เป็นสถานที่สอนพิเศษในเวลาหลังเลิกเรียน ผมกับน้องเลยห่างๆ กันไปบ้าง ไม่ตัวติดกันตลอดเวลาเหมือนเมื่อตอนเด็กๆ หลังเลิกเรียนพิเศษ กว่าผมจะกลับถึงบ้าน ก็เกือบทุ่ม ทุกคนที่บ้านกินข้าวเย็นกันเรียบร้อย เหลือไว้แต่ผมคนเดียว เลยกลายเป็นต้องกินข้าวเย็นคนเดียวแทบทุกวัน แต่น้องชายซึ่งกินเสร็จไปแล้ว ก็มักมานั่งเป็นเพื่อน บ้างก็หยิบไก่ หยิบหมูในจานกับข้าวกินเล่นไป

เท่าที่จำความได้ ผมโตมาก็เห็นน้องแล้ว เมื่อน้องค่อยๆ โตขึ้น เขาก็กลายเป็นเด็กที่ค่อนข้างเก่งในสายตาผม เขามีความกล้า เด็ดเดี่ยว ช่างซักถามแบบที่ผมไม่มี ยิ่งพอเข้าโรงเรียนที่มีพ่อเป็นครู และโดนเพื่อนตั้งแง่เอาด้วย ผมยิ่งกลายเป็นคนไม่กล้าพูดไม่กล้าถาม แถมยังมีนิสัยกลัวอะไรประหลาดๆ เช่นการกลัวหนอน (ตามที่เคยเล่าไป ว่ามาจากการแกล้งของคณะมอเตอร์ไซด์รับจ้างกลุ่มนั้น) และกลัวความสูง กลัวน้ำลึก ขี้อายเมื่อต้องอยู่หน้าชั้นเรียน ซึ่งดูเหมือนน้องชายจะแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง เขากล้าหาญ กล้าพูด กล้าถาม และไม่เคยกลัวอะไร เขามักจูงมือผมไปทำอะไรห่ามๆ ตามประสาเด็กอยู่บ่อยๆ ซึ่งผมทำตามบ้าง และไม่กล้าทำบ้าง บางที ผมก็อิจฉาความเป็นคนกล้าของเขาเหมือนกัน

เวลาผ่านไปอีกหลายปี ผมแวะไปเรียนชั้น ปวช 1 ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเดียวกัน แต่คนละอำเภอ เสีย 1 เทอม พอพ้นปี ผมก็มีโอกาสขึ้นมาสอบเข้าในโรงเรียนศิลปะตามหลังพี่ชายคนโตมา (แต่ตอนผมเข้า พี่ชายผมก็เรียนจบชั้น ปวช และไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ศิลปากรไปแล้ว ผมจึงเรียนที่นั่นคนเดียวอยู่ 1 ปี

เมื่อน้องชายผมเรียนจบชั้น ม.3 เขาก็ตามมาสอบเข้าในโรงเรียนศิลปะเดียวกับผม และกลายมาเป็นรุ่นน้องผม 1 ปี คราวนี้ เราเลยได้มาอยู่ด้วยกันอีก เวลานั้น เราทั้ง 4 คนอาศัยอยู่กับน้าสาว แต่ผมก็พยายามชวนน้องไปเช่าหอพักไกล้ๆ โรงเรียนอยู่กัน เพราะระยะทางจากบ้านน้าซึ่งอยู่ไกลถึงเมืองนนท์ ต้องนั่งรถไฟไปเรียนที่ลาดกระบัง ซึ่งเหมือนเดินทางข้ามจังหวัดทุกวัน เราเลยไปเช่าหอพักแถวโรงเรียนอยู่ด้วยกัน

หอพักแถวโรงเรียน ความจริง ไม่น่าจะเรียกหอพักเท่าไหร่ สภาพมันก็แทบไม่ต่างกับสลัมริมน้ำ ห้องไม้ห้องเล็กๆ ที่โยกเยกตามกระแสน้ำเมื่อมีเรืองวิ่งผ่าน ไฟฟ้าดวงเดียว ปลั๊กไฟ 1 ปลั๊ก เท่านั้น ห้องน้ำรวม ค่าเช่าเดือนละ 200 บาท ผมอยู่กับน้อง 2 คน แต่ก็ไม่ได้ลำบากอะไร วันไหนตื่นเช้า เราก้ไปกินข้าวโรงอาหารที่โรงเรียน ส่วนข้าวเย็นก็หากินแถวตลาดหัวตะเข้ หรือไม่ก็ต้มมาม่ากินกัน (เรามีกาน้ำร้อนเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวในห้อง ถ้าไม่นับหลอดไฟเล็กๆ มืดๆ บนเพดาน)

เมื่อจบชั้น ปวช 3 ผลการเรียนผมไม่ดีนัก ผมจำเป็นต้องเรียนในชั้นพิเศษ (เหมือนการเรียนซ้ำชั้น) ปี 3 อีกปี โดยปกติ ห้องเรียนของชั้นปี 3 จะมีแค่ 6 ห้อง คือ ก ข ค ง จ ฉ และมีห้องพิเศษ ไว้ให้นักเรียนพิเศษๆ อย่างผมเรียนในห้อง เราเรียกห้องนี้ว่า 3ช

เท่ากับตอนนี้ ผมต้องลงมาเรียนในระดับชั้นเดียวกันกับน้องชาย วิธีการคล้ายการเรียนเพื่อปรับเกรดแบบการเรียนในชั้นมหาวิทยาลัย คือ ต้องพยายามทำให้เกรดเฉลี่ยทั้งหมดหารกันแล้วได้เกิน 2.0 ขึ้นไป ถึงจะถือว่าเรียนจบ ผมก็เรียนลุ่มๆ ดอนๆ ไปจนจบชั้น ปวช พร้อมน้อง

การเรียนในโรงเรียนศิลปะแห่งนั้น ถือเป็นประสบการณ์ที่หนักหนาสาหัสไม่ใช่น้อย การเรียนหลายๆ วิชา มีการทำงานส่งเป็นจำนวนมาก ทั้งวิชาองค์ประกอบศิลป์ (วิชาที่สร้างงานศิลปะเหมือนที่ศิลปินแสดงงานกันนั่นแหละครับ) วิชาลายไทย วิชาภาพพิมพ์ วิชาเซรามิค วิชาปั้น เราแทบไม่สามารถทำงานกันได้ทันเวลาในห้องเรียน หรือต้องอดหลับอดนอนกันอยู่เสมอๆ บ้างก็ต้องพึ่งกาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง หรือกระทั่งยาม้า (ยาบ้าในสมัยนี้แหละ เม็ดนึง จะสามารถหักแย่งได้เป็น 4 ซีกเล้กๆ เราจะเรียกว่า 1 ขา ถ้าธาตุอ่อนหน่อน เราก็กินแค่ขาเดียว ถ้าธาตุแข็ง อาจต้องใช้ถึง 2 ขา เพื่อที่จะทำให้เราไม่ง่วงและสามารถทำงานได้เสร็จทัน เพราะงานศิลปะ (ที่จำนวนให้ทำมันมากมายมหาศาล ไม่ใช่แค่ใช้แรงงานในการทำให้เสร็จ แต่ต้องคิดไปด้วย ออกแบบ วางแผน หาเทคนิค และใช้ฝีมือถ่ายทอดมันออกไป แน่นอน ผมเป็นคนที่ทำงานช้าและผลงานมักไม่ค่อยออกมาดีนัก และมันต่างกับน้องชายของผมอย่างเห็นได้ขัด ขานั้น เขาเก่งแทบทุกวิชา และแทบไม่เคยต้องทำงานดึกๆ เหมือนผม ดูเหมือนเขาจะตวัดพู่กัน หรือดินสอ EE แค่ไม่กี่ครั้ง งานก็เสร็จออกมาสวยงามหรือมีคอนเซ็ปท์ที่น่าทึ่งเสมอ แต่เขาก็มักแอบช่วยงานผมอยู่บ่อยๆ บางครั้ง งานวิชาองค์ประกอบศิลป์ที่ต้องกลับมาทำที่บ้านบางชิ้น ก็เป็นฝีมือและไอเดียของเขาทั้งหมดเลยก็มี

ขณะเรียนอยู่ที่กรุงเทพ ผมไม่ต้องไปหาหมออีกเลย ถามแม่ แม่ก็บอก ช่างมันเถอะ มันไม่ได้ร้ายแรงอะไร อย่าไปสนใจถ้าใครเค้าจะพูดอะไรก็พอ ผมจึงเลิกสนใจการป่วยโดยที่ยังไม่เคยได้รู้ด้วยซ้ำว่า ที่ผมป่วยมาตั้งแต่เด็ก ผมเป็นอะไรกันแน่

เมื่อเราเรียนจบชั้น ปวช 3 พร้อมกัน เราเลยไปสอบด้วยกัน ลงอันดับไว้เหมือนๆ กันคือ อันดับ 1 นิเทศศิลป์ ศิลปากร อันดับ 2 นิเทศศิลป์ เทคโนฯ ลาดกระบัง (ปัจจุบันคือพระจอมเกล้าลาดกระบัง) และอันดับ 3 ลงไว้เผื่อๆ คือ นิเทศศิลป์ ม. กรุงเทพ

คนเก่งอย่างผม ย่อมต้องสอบได้ ม. กรุงเทพอยู่แล้ว ในขณะที่น้องชายได้ศิลปากร เราจึงต้องแยกกันเรียนอีกครั้ง

เมื่อเข้าปี 1 ในระดับมหาวิทยาลัย วิถีชีวิตต่างๆ ที่คุ้นเคยของผม ก็เปลี่ยนไปโดนสิ้นเชิง โดยเฉพาะการก้าวออกจากรั้วโรงเรียนศิลปะ เข้าสู่รั้วของมหาวิทยาลัยเอกชนอย่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ช่วงเดือนแรกในรั้วมหาวิทยาลัย จะเป็นช่วงกิจกรรมอย่างหนึ่ง คือการซ้อมเชียร์และการรับน้องไปในตัว ทุกๆ เย็นหลังเลิกเรียน รุ่นพี่ๆ จะมาเกณฑ์น้องใหม่ปี 1 ขึ้นสแตนด์เชียร์ ระหว่างนั้น จะมีกิจกรรมรับน้องประกอบไปด้วย เช่น ใครร้องเสียงไม่ดัง แต่งตัวผิดระเบียบ จะมีรุ่นพี่กลุ่มหนึ่งออกมาเรียกน้องลงมาเพื่อ “ซ่อม”

การซ่อม คือการลงโทษด้วยวิธีต่างๆ เช่น วิ่งรอบสแตนด์เชียร์ กระโดดกบ หรืออะไรก็ตาม และมีบ้างที่มีการซ่อมด้วยวิธีการรุนแรงกว่านั้น เวลานั้น ทุกวันที่มีการซ้อมเชียร์ จะต้องมีน้องใหม่กลุ่มนึงที่จะต้องโดนรุ่นพี่เรียกไปซ่อม ซึ่งผมก็เคยบ้าง กลับบ้านก็เล่าแลกเปลี่ยนกันกับน้อง (ตอนนี้กลับมาอยู่บ้านน้าสาวอีกครั้ง) เพราะฝ่ายน้องชายผมก็โดนหนักไม่ใช่น้อยเหมือนกัน น้องเล่าให้ฟังว่า บางครั้งที่เขารู้สึกว่า โดนรุ่นพี่บางคนซ่อมโดยไม่ค่อยมีเหตุผล เขาจะไม่เคยยอม และครั้งนึง เคยเกือบจะต่อยกับรุ่นพี่ไปโดยไม่สนเรื่องจำนวนคน แต่อาจารย์มาห้ามไว้ทัน และหลังจากนั้น เขาก็ไม่เคยขึ้นซ้อมเชียร์และเข้าร่วมกิจกรรมการรับน้องอีกเลย ต่างกันกับผม แม้ความจริง ผมจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับรุ่นพี่ปี 3 ที่เป็นรุ่นปีที่เป็นว้ากเกอร์ แต่ผมก็ยังยอมทำตามคำสั่งนั้นไปอย่างว่าง่ายเสมอ

เมื่อโดนบ่อยๆ ไอ้ที่อดทน ไม่หือไม่อือ ก็เริ่มจะมีความรู้สึกกัน ส่วนผม ไม่ค่อยจะสนใจนัก ตามประสาคนไม่มีปากเสียง ก็ได้แต่เงียบๆ ไป จนวันนึง เพื่อนหลายคนรวมตัวเพื่อนในชั้นปีเข้าห้องเรียน ปิดประตู เพื่อประชุมลับกัน มีใจความว่า เราจะประท้วงรุ่นพี่ หากรุ่นพี่ซ่อมเราหนักไป หรือโหดไป ส่วนผม ก็ได้แต่ฟังเงียบๆ อยู่หลังห้อง การพูดคุยในห้องนั้น ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ตามประสาคนที่ไม่พอใจเมื่อโดนซ่อม ในที่สุด ก็สรุปได้ความกันว่า ทุกคนรับไม่ได้ที่ถูกซ่อม แม้จะไม่รุนแรงก็ตาม เพราะจุดประสงค์ของการซ้อมเชียร์ คือการร่วมสนุกกัน และมีการแข่งขันกันระหว่างคณะพอเป็นเรื่องสนุกในเวลาต้นเทอม ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมาลำบากกันกับการตามใจ ตามอารมณ์ของรุ่นพี่ ดังนั้น เวลาซ้อมเชียร์กันกับรุ่นพี่ปี 2 หากรุ่นพี่ปี 3 ที่เป็นพี่ว้าก (ว้ากเกอร์) เดินเข้ามาเรียกใครลงจากสแตนด์ เราทั้งหมด จะลุกขึ้นจากสแตนด์พร้อมกันและเดินกลับบ้านไปเลย

ทุกคนในที่ประชุมเห็นพ้องตามกัน แต่ก็ติดปัญหาว่า ใครจะเป็นผู้ให้สัญญาณ หรือการลุกขึ้นเป็นคนแรก และเดินลงเป็นคนแรก เพื่อที่คนอื่นจะได้เดินลงตาม ผม ซึ่งนั่งฟังที่ประชุมอยู่ จำไม่ได้ว่าเวลานั้น ผมคิดยังไง ก็ได้ยกมือขึ้น เลยได้ข้อสรุปว่า ผมจะเป็นผู้ (เดินลง) นำ การประท้วงรุ่นพี่

เมื่อถึงเวลาซ้อมเชียร์ ผมใจเต้นแรง นึกถึงความขัดแย้งแบบที่น้องชายมีกับรุ่นพี่แล้วก็หวั่นใจ ผมเป็นเด็กหลังห้องมาตลอด และไม่เคยเป็นหัวหน้าหรือผู้นำของใครมาก่อน แต่วันนี้ แม้จะไม่ใช่ผู้ก่อการ แต่ก็กลายเป็นผู้ตัดสินใจนำ ไม่ว่าจะสถานการแบบไหน ทุกคนก็พร้อมจะเดินลงตามผม

ซ้อมเชียร์ไปสักพัก รุ่นพี่ปี 3 ก็เดินเข้ามา ใจผมเต้นแรงเหมือนจะหลุดออกมาจากอก กลัวการตัดสินใจของตัวเองจะผิดพลาด นึกด่าตัวเองว่า ดันไปยกมือรับทำไม ไม่น่าทำแบบนั้นเลย

หัวหน้าของพี่ว้ากเดินออกมาหน้าสแตนด์เชียร์ และเรียกผมลงไป ซึ่งเวลานั้น ยังไม่มีการทำผิดอะไร ผมเดินลงไปแบบไม่ทันตั้งตัว เพื่อนก็งงกันทั้งคณะ เพราะมันยังไม่ใช่โอกาสแบบที่นัดกันไว้ เลยได้แต่นั่งนิ่งกันบนสแตนด์

พี่หัวหน้าว้ากถามทุกคนบนสแตนด์ บอกว่า ได้ยินมา ว่าจะมีการประท้วงพี่ว้ากกันเหรอ ไอ้นี่เป็นผู้นำใช่มั๊ย และชี้มือมาทางผม งั้น ตั้งแต่วันนี้ไป พวกเขาจะเลือกเล่นงานแต่เฉพาะผู้นำ (คือผม) ก็แล้วกัน ผมก็ยืนเหวออยู่ตรงนั้น เพราะอันที่จริง ผมไม่ใช่ต้นคิด ไม่ได้ยกมือเห็นชอบหรือคัดค้านอะไรเสียด้วยซ้ำ แค่เป็นตัวนำเดินลงเท่านั้น แต่ก็เถียงไม่ออก วันนั้น ตลอดเวลาที่เพื่อนๆ คนอื่นเชียร์กันอยู่ ผมก็เป็นคนเดียวที่ถูกเล่นงาน ทั้งวิ่ง ไปจนถึงแก้ผ้าลงน้ำ (เหลือกางเกงในตัวเดียว) และอย่างอื่นๆ ไปอีกตลอด (ระหว่างนั้น แม้จะมีเพื่อนคนอื่นโดนเล่นอยู่บ้าง แต่ผมจะต้องร่วมโดนด้วยทุกครั้ง แน่นอน ผมก็ไม่หือไม่อืออีกเช่นเคย

น้องชายฮึดฮัดขึ้นมาทันทีที่ได้ยินผมเล่าให้ฟัง เขาว่า แบบนี้ มันโดนรุ่นพี่แกล้งแล้ว โดยเอาผมเป็นเครื่องมือข่มขู่น้องคนอื่น ซึ่งน้องชายโกรธมาก บอกว่า พรุ่งนี้ เขาจะมาที่มหาวิทยาลัยของผม และจะพาผมกลับบ้านเอง หากโดนพี่ว้ากเรียก ผมได้แต่ขอร้องให้ยอมๆ ไป เพราะผมพอทนไหว ไม่ได้เจ็บหรือเหนื่อยอะไรมากนักหรอก ต้องปรามและขอร้องกันอยู่นาน น้องชายเลยยอม

เหตุการณ์หลังจากวันนั้น ทำให้ผมเป็นที่รู้จักของคนในคณะมากขึ้น ทั้งเพื่อนและรุ่นพี่ ไปจนถึงอาจารย์ แทบทุกคนรู้หมด ว่าผมคือผู้นำประท้วง (ที่ไม่ได้นำและไม่ได้ประท้วง) เพื่อนๆ หลายคนเข้ามาแสดงความเห็นใจ ที่ผมโดนรุ่นพี่เล่นงานแทบทุกวัน ไปจนถึงวันรับน้องต่างจังหวัด

เมื่อผ่านการลอดซุ้มและด่านต่างๆ ในตอนกลางวันไปแล้ว คืนต่อมา ก็เป็นการจบการรับน้องกันรอบกองไฟ วันนั้น พี่ว้ากก็มาเฉลยทุกอย่างให้ฟังว่า พวกเขารู้ ว่าผมไม่ใช่ต้นคิด แต่เมื่อทุกคนในรุ่นตั้งตุ๊กตาขึ้นมาให้แล้ว (คือผม) รุ่นพี่ก็ต้องใช้ตุ๊กตาตัวนั้นให้เป็นประโยชน์ในแง่ของการสร้างน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้กับรุ่นน้อง ซึ่งก็อาจจะจริงก็ได้ เพราะดูเหมือนแทบทุกครั้งที่ผมโดนเล่นงานอยู่ข้างใต้สแตนเชียร์ จะมีสายตาสมเพชเวทนาหลายคู่จับจ้องผมอยู่

เมื่อเฉลยแล้ว พี่ว้ากบางคนก็เข้ามาขอโทษขอโพยกันไป

หลังจากนั้น เมื่อกลับมาเข้าชั้นเรียนในเวลาเรียนปกติ เด็กหลังห้องอย่างผมก็ถูกทักทายจากทุกคนที่รู้จัก ทั้งเพื่อนหรือรุ่นพี่ มันทำให้ผมรู้สึกดีและแปลกๆ อยู่ในใจ เพราะผมไม่เคยเป็นคนที่น่าจดจำ หรือคนเด่นดังอะไร แม้การจำได้ของคนอื่นๆ มาจากความเวทนาก็ตาม แต่ผมก็ได้รู้จักกับตัวเองในอีกมุมนึงในเวลาอันสั้น แบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ซึ่งมันส่งผลให้ตัวเอง จนน้องชายผมสังเกตุได้

ความจริง น้องชายของผมเป็นเด็กช่างจดจำ และเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาตั้งแต่เด็กๆ หลายเรื่องที่เค้าจะเป็นคนคอยเตือนความจำให้ผม กับนิสัยการเป็นเด็กหลังห้องของผม เขาเองก็จะคอยกระตุ้นผมอยู่เสมอยามที่เราอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนซ้อมเต้นในวิชากิจกรรมเข้าจังหวะสมัยเรียน ม.ต้น หรือช่วยซ้อมการพรีเซ้นท์งาน วิชาองค์ประกอบศิลป์ เพื่อให้ผมได้มีความมั่นใจยามต้องออกไปแสดง หรือพรีเซ้นท์งานตัวเองหน้าห้อง แต่ผมมักทำไม่ได้อย่างที่เขาตั้งใจหรอก เพราะทำงานก็ทำไปตามคิดได้แว้บๆ ในเวลานั้น แกนกลางไอเดียเลยมักกลวงโบ๋จนนึกการบรรยายไม่ออก บางครั้ง เขาก็คอยสอนผมจีบสาว สมัยเรียนชั้น ปวช ผมเคยชอบรุ่นน้องคนนึง ตอนนั้น เธอเข้ามาชั้น ปวช 1 พร้อมกับน้องชายของผม แต่คนละห้องกัน ขณะที่ผมเรียน ปวช 2 น้องชายมักพยายามบอกให้ผมเดินเข้าไปทัก หรือพยายามแสดงความช่วยเหลือ แต่ผมก็กลัว ไม่เคยกล้าทักทายทำความรู้จักกับเธอ จนประมาณเทอม 2 เธอก็ลาออกไปด้วยเหตุผลอะไรซักอย่างที่ผมไม่รู้

น้องบอกให้ผมพยายามตีสนิทกับเพื่อนของเธอ เพื่อที่จะขอเบอร์จากเพื่อน ซึ่งผมก็ทำตาม จนได้เบอร์ของเธอมาจนได้ แต่เพื่อนของเธอก็เตือนเอาไว้ว่า เธอไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า และไม่เอาใคร ซึ่งก็ทำเอาผมผวาเอาเหมือนกัน ทุกครั้งที่ผมโทรหาเธอ ผมจึงต้องมีน้องชายคอยกำกับอยู่ข้างๆ เสมอ

แรกๆ เธอก็ปฏิเสธทุกอย่างและขอวางหูอย่างเดียว แต่น้องบอกว่า ผมต้องตื้อเท่านั้น ถึงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ก็คอยเขี่ยแขนให้ผมโทรหาเธอ สอนให้ผมถาม ให้เธอได้เล่า และบอกให้ผมเป็นนักฟังที่ดี และพูดคุยแต่เรื่องที่เธอสนใจ หรือถามและพูดคุยให้ตรงกับประเด็นที่เธอเล่า ไม่ต้องรีบเล่าเรื่องตัวเองจนกว่าเธอจะถาม ซึ่งเมื่อโทรตื้อแบบนั้นอยู่บ่อยๆ เธอก็เริ่มจะยอมคุยด้วย

เราคุยกันทุกวัน โดยมีน้องชายนั่งฟังไปด้วย เราเริ่มสนิทกันทางโทรศัพท์ แต่เราก็ไม่เคยออกมาเจอกันจริงๆ ซักครั้ง อาจเพราะผมกลัวว่า ถ้านัดเจอกันโดยไม่มีน้องชายอยู่ข้างๆ ผมจะทำอะไรไม่ถูก เราก็เลยได้แต่คุยกันทางโทรศัพท์ และดูเหมือนเธอจะไม่ได้มองผมในทางที่ผมต้องการ ผมจึงเป็นได้แค่เพื่อนคุยและที่ปรึกษา แม้เธอจะยอมรับว่า เวลานั้น เธอคุยกับผมมากกว่าเพื่อนสนิทเสียอีก รวมทั่งยอมเปิดใจกับผมทุกเรื่อง ปรึกษา เล่าสู่ หรือแม้แต่เล่าความลับให้กันฟัง แต่ยกเว้นความรัก

จนเมื่อผมเรียนจบจากโรงเรียน และกำลังจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ปีนั้น เกิดการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ ซึ่งผมก็ติดตามข่าวคราวอยู่ในระดับนึง ใจเคยนึกอยากชวนน้องชายไปร่วมชุมนุม เพื่อขับไล่นายกคนนึงในเวลานั้น แต่ก็รู้สึกกลัวอยู่ เพราะเคยอ่านและฟังเรื่องสมัย 14 ตุลาฯ และ 16 ตุลาฯ อยู่ไม่น้อย แถมยังข่าวว่า อาจมีการใช้กำลังทหารปราบปรามเช่นเดียวกับเหตุเดือนตุลาอีกด้วย

เธอเอ่ยชวนผมให้เข้าร่วมกับผู้ชุมนุม เธอตั้งใจจะไป แต่ไม่มีเพื่อน ผมรีบรับอาสาด้วยความยินดี เรานัดเจอกันแถวเทเวศน์ เพราะบ้านเธออยู่แถวๆ สะพานซังฮี้ ไม่ไกลกันมาก ก่อนเข้าไปยังท้องสนามหลวง เราก็แวะหาข้าวกินกันในย่านเทเวศน์นั่น ก่อนจะเดินเข้าสู่ท้องสนามหลวง

ผมตื่นเต้นดีใจจนลืมความกลัวไป แม้น้องชายจะไม่มาด้วย เป็นครั้งแรกที่ผมกับเธอได้เจอกันแบบตัวเป็นๆ และไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย ข้างหน้าจะเจออะไร เวลานั้นผมไม่สนอีกต่อไป อย่างเดียวที่คิดคือ ขอให้ได้อยู่กับเธอคนนั้น และได้สามารถดูแลเธอได้ หากเกิดเหตุกรณ์อะไรขึ้น และหลังเรากินข้าวกันเสร็จ เธอก็จูงมือผมเพื่อเดินเข้าสนามหลวง

วันนั้น เริ่มมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นบ้างแล้ว มีกำลังทหารปิดทางเข้าไปสู่ท้องสนามหลวงทุกช่องทาง แม้เราจะเลี่ยงไปหาทางเข้าในช่องไหน ก็เจอแต่รั้วลวดหนามและกองทหารยืนเฝ้า ไม่ยอมให้ใครเดินเข้าไปได้ เราเลี่ยงหาช่องทางอีก 2-3 ช่องทาง แต่ก็เข้าไปไม่ได้ เราเดินวนอยู่หลายรอบ และอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สามารถมองเห็นและได้ยินเสียงการชุมนุมเลยแม้แต่น้อย สักพักใหญ่เธอเลยชวนกันกลับ

เมื่อเรากลับมาถึงบ้าน จึงได้เห็นภาพการปราบปรามแบบรุนแรงเกิดขึ้นที่ท้องสนามหลวง ผมนึกโล่งอกที่ไม่ได้เข้าไป ไม่ใช่เพราะการกลัวของตัวเองอีกแล้ว แต่เป็นความห่วงเธอมากกว่า หากต้องอยู่ในสถานการณ์นั้น

หลังจากนั้น ผมกับน้องก็กลับบ้านที่หาดใหญ่ด้วยกัน เพราะเหลือเวลาอีกหลายวัน กว่าจะเปิดเทอม

แทบทุกครั้งตลอดชีวิตที่ผ่านมา น้องชายของผมเป็นเพียงคนเดียวที่คอย ระตุ้นให้ผมกล้าเดินหน้าต่อไป สอนวิธีการ ให้คำแนะนำ หรือแม้แต่ทำให้ดูเป็นตัวอย่างมาตลอด บางที ผมก็นึกอิจฉาที่น้องเป็นเด็กเก่งและกล้าหาญ มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง แถมสติปัญญาก็ดีกว่าผมมากนัก ครั้งนี้ น้องก็เสียดายที่ไม่ได้ไปด้วย และต่อว่าผมอยู่ ว่าทำไมไม่พยายามอีกหน่อย ก็น่าจะเข้าไปได้ ดูเขาจะไม่รู้สึกเกรงกลัวอะไรเลยแม้จะยังเป็นเด็ก กล้าและบ้าบิ่นในบางครั้ง ผมแอบโล่งใจ ถ้าหากมีน้องชายไปด้วย บางที คืนนั้น ผมอาจจะยังติดอยู่ในท้องสนามหลวงก็ได้

ผมเคยนึกเกลียดและอยากให้เขาห่างผมไปบ้าง เผื่อผมจะสามารถทำอะไรๆ ได้ด้วยตัวเองบ้าง บางครั้งก็รู้สึกว่าเขาครอบงำและคอยบงการชีวิตของผมอยู่ไม่น้อง แต่ก็แทบทุกครั้งที่ผมมีปัญหา ผมก็กลับมองหาเขาเป็นคนแรกทุกครั้ง มันกลายเป็นความเคยชินไปแล้วในชีวิตผม ยังเคยคิดเล่นๆ อยู่ว่า อนาคต ถ้าผมมีเมียซักคน น้องชายจะคอยเข้ามากำกับในห้องหอมั๊ยหนอ

แต่ชิวิตการเรียนในมหาวิทยาลัยที่เราต้องแยกกันไป มันทำให้ผมเริ่มรู้สึกโล่งขึ้นอย่างแปลกประหลาด เมื่อรู้ว่า หลังจากนี้ บางครั้งก็อาจต้องมีเรื่องที่ผมต้องตัดสินใจเอง คิดเอง โดยไม่มีใครคอยแนะนำหรือชี้ชวนให้ทำอีก แต่อีกใจก็มีหวั่นๆ อยู่ไม่น้อย เพราะกลัวจะทำอะไรผิดพลาด เช่นการยกมือตอบรับที่ประท้วงนั่นแหละ

ชีวิตโดยส่วนใหญ่ในการเรียน ที่ผมต้องเรียนคนละมหาวิทยาลัย มุมนึง ผมรู้สึกดีใจ เพราะมันก็ทำให้ผมมีอิสระที่จะกลัว ที่จะอาย ที่จะแพ้ หรือกลับไปเป็นเด็กหลังห้องได้ตามนิสัยจริงของผม โดยรู้สึกผิดน้อยลง และสามารถเป็นไอ้ขี้แพ้คนเดิมได้ แต่อีกมุมนึง ผมก็อยากเป็นอย่างที่น้องผมเป็น อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองไปบ้าง ในขณะที่สังคมรอบข้างของผมเปลี่ยนแปลงไปหมดโดยสิ้นเชิง บางที มันก็อาจเป็นโอกาสของผม บางที การยกมืออาสาในการประชุม อาจเป็นความต้องการปลดปล่อยบางอย่างของผมก็ได้

เมื่อน้องเรียนในมหาวิทยาลัยศิลปากร เขาก็เริ่มหายไปจากบ้านทีละวัน – 2 วันเสมอ ผมนึกถึงสมัยพี่ชายเรียนที่นั่น เขาก็ไม่ค่อยกลับบ้าน บางทีก็นอนค้างที่มหาวิทยาลัย หรือไม่ก็ไปทำงานพิเศษ น้องก็คงเป็นแบบนั้นเหมือนกัน ผมจึงตัดสินใจไปเช่าหอพักแถวไกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยกับเพื่อนอีก 2-3 คน ที่เรียนด้วยกัน เสาร์อาทิตย์ถึงจะกลับบ้าน หรือบางทีก็ไม่กลับเลย โอกาสที่ผมจะได้กลับมาเจอกันกับน้องชายเลยถูกความจำเป็นทำให้เจอหน้ากันน้อยลงไปมาก ส่วนพี่ชายเมื่อเรียนจบ ก็แยกออกไปอยู่ลำพังได้สักพักนึงแล้ว

ไม่นานหลังจากนั้น รุ่นน้องคนนั้นก็หายไปจากชีวิต หลังผมทราบว่า เวลาประมาณ 20 วันที่ผมกับน้องชายลงหาดใหญ่กัน เธอก็มีโอกาสได้พบกับใครบางคนเข้า และได้เป็นแฟนกัน โดยที่เวลานั้น เธอก็ไม่เคยบอกอะไร จนกระทั่งวันนึง ขณะพึ่งเปิดเทอมแรก ผมจึงได้รู้ความจริงทางโทรศัพท์ เวลานั้น แม้เธอจะไม่เคยแสดงท่าทีอะไรกับผมมาก่อนเลย แต่ผมก็คิดเข้าข้างตัวเองและมีความหวังอยู่เสมอ ตลอดเวลา 2 ปีมานี้ ว่าซักวัน เธอจะเห็นใจ เมื่อน้องรู้ เขาก็เข้ามากอดผม พูดแต่ว่าไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ขณะที่ผมร้องไห้แทบเป็นแทบตายไปทั้งคืน

หลังจากนั้น ผมก็กลับไปใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย และเข้าสู่กระบวนการรับน้องตามที่เล่ามา 

และไม่นานหลังจากนั้น ผมก็มีโอกาสได้คุยกับผู้หญิงอีกคน หลังจบเหตุการณ์รับน้องใหญ่ไปสักพัก

ยังมีตอนต่อไปนะครับ

แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Share this post