น้องชายของผม 1

น้องชายของผม 1

ผมมีน้องชายคนนึง เราอายุห่างกัน 2 ปี ผมสนิทกับเค้ามาก ถือว่า เป็นพี่น้องที่ผมรักเค้ามากที่สุดก็ว่าได้ แต่เจ้าน้องชายมันจะคิดกับผมเหมือนพี่อีก 2 คนรึปล่าว ผมก็ไม่แน่ใจ

เราไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ โดยผมมักอาสาเป็นคนขับรถให้ตั้งแต่เรายังเด็ก ผมขี่จักรยาน ให้น้องซ้อนหลังมาด้วยเสมอ และไปไหนมาไหนตามความต้องการของเขามาตลอด จนโตพอจะขี่มอเตอร์ไซด์ ผมก็ยังคงทำเช่นนั้น น้องชายผมชอบกินไก่ทอด (ไก่ทอดหาดใหญ่เจ้าดัง) ผมก็มักพาน้องไป แม้ตัวเองจะไม่ค่อยชอบความเค็มของไก่ทอด และไม่ชอบหอมหรือกระเทียมเจียวที่ไว้โรยหน้าก็ตาม

น้องมักล้อผมบ่อยๆ ว่า ผมเป็นคนขี้ลืม ไม่ก็บอกว่าสติผมฟั่นเฟือน แต่ผมรักน้องคนนี้มาก ไม่เคยถือโกรธอะไร และรู้สึกตามที่เขาว่า มีบ่อยครั้งที่ผมมักลืม เช่นบางครั้ง ตั้งใจจะไปร้านนี้ เพื่อซื้อของในร้าน แต่ไปถึงร้านแล้วก็ลืมว่าจะซื้ออะไร จนกลับมาบ้านแล้วก็ยังไม่รู้ว่าออกไปทำอะไรมา

แม่เคยพาผมไปหาหมอตั้งแต่ยังเด็ก ผมจำวิธีการตรวจไม่ได้แล้ว แต่ผลการตรวจ หมอไม่ยักจะบอกผม กลับไปบอกแม่คนเดียว

เราเติบโตกันมาในจังหวัดพัทลุง วัยเด็ก ช่วงประมาณ ป.1 หรือ ป.2 ผมมักเดินไปโรงเรียนเอง เพราะบ้านกับโรงเรียนไม่ไกลกันนัก และโรงเรียน เป็นที่เล่นของเด็กๆ ในหมู่บ้านในวันหยุด ผมเคยไปกับพี่ๆ ผมบ่อยๆ เลยสามารถเดินไปเองได้ แม้พ่อจะเป็นครูสอนอยู่ที่นั่น ผมก็ไม่เคยนั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์พ่อไปโรงเรียน ถ้าไม่จำเป็น เวลานั้น น้องชายของผม พึ่งจะเข้าชั้นฝากเรียน (โรงเรียนประชาบาลสมัยนั้นไม่มีชั้นอนุบาล) บางครั้ง ผมก็พาน้องเดินไปเอง

ทางไปโรงเรียนมี 2 ทาง ทางแรก จะข้ามสะพานไม้ข้ามคลองไป ลัดเลาะไปตามซอยบ้านผู้คน เดินข้ามทุ่งนาไป ถ้าไปกับน้อง ผมจะไม่ไปทางนี้ เพราะมันอันตรายสำหรับเด็กเล็ก หากจะเดินข้ามสะพานเอง หรือข้ามคันนาไป ผมก็มักจะพาเค้าเดินอ้อมไปทางตลาด

ทางที่เรียกว่าตลาด เช้าๆ จะมีแม่ค้าพ่อค้ามาตั้งของขายแบกะดินอยู่ริมถนน บ้านนอกสมัยนั้นไม่มีรถยนต์วิ่ง มีแต่จักรยานและมอเตอร์ไซด์เท่านั้น รวมทั้งมีมอเตอร์ไซด์รับจ้างอยู่ประมาณ 2-3 คน ไว้คอยรับส่งผู้คนที่มาจ่ายตลาด ทุกครั้งที่ผมเดินผ่าน มักจะโดนแกล้งหยอกล้ออยู่เป็นประจำ จนผมไม่ค่อยจะชอบและพยายามจะไม่มองไปยังกลุ่มนั้น

จนเมื่อน้องโตขึ้นพอจะเรียนชั้นฝากเรียน และผมบอกพ่อว่าจะพาน้องไป พ่อมองหน้าผมอย่างห่วงๆ (ไม่ยักกะห่วงน้อง แต่ดูจะห่วงผมเอามากกว่า) แต่ก็ไม่ว่าอะไร คงเพราะโรงเรียนมันอยู่ไกล้และดูปลอดภัยกระมัง ผมคิดงั้นนะ จึงพาน้องเดินผ่านตลาดไปด้วยกันบ่อยๆ

ทุกครั้งที่เดินกับน้องชาย เรามักมีเรื่องให้พูดคุยกัน น้องผมเป็นเด็กช่างซัก แม้จะยังพูดได้ไม่ชัดนักและยังไม่รู้คำอีกมาก แต่ก็มักคอยถามให้ผมตอบอยู่เรื่อยๆ ไปตลอดทาง ซึ่งผมก็ยินดีตอบเขาเสมอ เมื่อเราเดินผ่านกลุ่มมอเตอร์ไซด์รับจ้าง เราทั้งคู่มักถูกคนกลุ่มนั้นหัวเราะใส่เอาทุกครั้งเหมือนเป็นบ้า ผมเองก็ไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไรให้ขำ ผมจำต้องแกล้งทำเป็นไม่สนใจ เดินคุยไปกันกับน้องจนพ้นระยะไป เป็นเช่นนั้นทุกครั้ง ที่ผมพาน้องไปโรงเรียนเอง

ก่อนหน้านั้น น้องผมยังไม่เข้าโรงเรียน ผมเคยไปโรงเรียนผ่านทางตลาด แก็งค์มอเตอร์ไซด์รับจ้าง มักคอยแกล้งผมบ่อยๆ อยู่เรื่องนึง คือหลอกว่าผมมีหนอนเกาะตามเสื้อมั่ง บนหัวมั่ง หลังหูมั่ง เป็นการหลอกเด็กที่ดูจะสนุกสนานกัน ผมมักตกใจและกลัว คอยปัดทุกตำแหน่งที่เค้าว่า จนเป็นเรื่องขำขันของคนกลุ่มนี้ และการกลัวหนอน ก็กลายมาเป็นเรื่องฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้ แม้จะผ่านไปเกิน 40 ปีแล้วก็ตาม

ปีถัดมา เมื่อน้องโตพอจะเข้าชั้นฝากเรียน และผมพาน้องเดินมาด้วย ดูเหมือนคงกลุ่มนั้นจะเลิกสนใจเรื่องการหลอกหนอนกับผม แต่เปลี่ยนเป็นเรื่องขำแทน ซึ่งผมคิดยังไงก็คิดไม่ออกว่า เขาขำเรื่องอะไร เคยถามพ่อ พ่อก็ได้แต่ส่ายหน้า ส่วนแม่ก็เอาแต่มองหน้าผมและไม่ตอบ ถามบ่อยๆ เข้าก็ไม่ได้คำตอบ ผมจึงเลิกถามไปในที่สุด มีแต่พี่ชายที่คอยดุเอาว่า ผมมันบ้าไปเอง

วัยเด็ก เมื่อโตพอที่พ่อกับแม่กล้าปล่อยให้ไปเล่นนอกบ้านได้แล้ว (เด็กบ้านนอก สามารถออกไปเล่นนอกบ้านได้ตั้งแต่ 4-5 ขวบแล้วล่ะครับ เพราะไม่ค่อยมีอันตรายอะไร) ผมมักไปเล่นน้ำคลอง หรือเล่นว่าวแถวทุ่งนาในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เพราะทุ่งนาสมัยนั้น คันนากว้าง และไม่มีเสาไฟฟ้าหรือสายไฟให้เกิดอันตรายได้ (แน่นอน ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงหมู่บ้านของผม) ผมก็พาน้องไปบ้างเท่าที่มีโอกาส เว้นแต่เล่นน้ำคลอง แม้จะไม่เคยมีใครห้าม ผมก้ไม่กล้าพาน้องไปเล่นน้ำ เพราะกลัวเขาจะจมน้ำและผมไม่สามารถช่วยได้ทัน แต่ถ้าไปเล่นที่สนามโรงเรียนหรือกลางทุ่งนา หรือลานวัด ผมพยายามจะพาเขาไปเล่นทุกครั้ง เพราะผมไม่ค่อยมีเพื่อน บางที แม้ไปถึงที่นั่นแล้วเห็นเพื่อนๆ เล่นอะไรกันอยู่ แต่เมื่อทุกคนเห็นผม ก็มักจะหยุด และถึงขั้นเลิกเล่นกันไปเลยก็มี ผมเข้าใจว่า อาจเพราะผมเป็นลูกครูก็ได้ เพราะพ่อของผมก็เป็นครูอยู่ที่โรงเรียนที่ผมเรียนนั่นแหละ ค่อนข้างดุด้วย นักเรียนหลายคนกลัวพ่อผมมาก นั่นอาจเป็นสาเหตุให้เพื่อนๆ ในห้องของผม ไม่ค่อยจะอยากคบหากับผมเท่าไหร่

แต่ผมไม่ค่อยสนหรอก ผมมีน้องที่ยอมเล่นด้วยตลอดอยู่แล้ว ทุกครั้งที่ผมจะทำอะไร เล่นอะไร น้องก็จะคอยมาขอเล่นด้วยทุกที แม้แต่เวลาให้ข้าวหมูหรือให้ข้าวไก่ที่เลี้ยงไว้ น้องก้จะมาช่วย (เล่น) ด้วยเสมอ

แม่พาผมไปหาหมอบ่อยขึ้น เหมือนกับว่า ผมป่วยอยู่บ่อยๆ ทั้งที่ผมไม่เคยรู้สึกปวดหัวตัวร้อน ทุกครั้งที่ไปหาหมอ เราต้องนั่งรถไฟเข้ามาในเมืองหาดใหญ่ เพราะหมู่บ้านของผม มีแค่อนามัย และเจ้าหน้าที่อนามัย ที่ไม่ใช่หมอ ทุกครั้งที่ไป น้องจะไม่ได้รับอนุญาตให้ไปด้วย แม่บอกว่า ไปในเมืองมันอันตราย รถรามันเยอะ แม่กลัวอุบัติเหตุ ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ได้แต่ห่วงน้องว่า อยู่กับยายและพี่ๆ อีก 2 คน จะไม่มีใครสนใจเล่นด้วย

ผ่านเวลามาสักพัก พี่ของผมทั้ง 2 คน ต่างก็ทยอยย้ายตัวเองขึ้นมาเรียนชั้น ม.1 ในเมืองหาดใหญ่ โดยมาอาศัยอยู่กับป้า ทีนี้ ก็เหลือแค่ผมกับน้องชายแค่ 2 คน แรกๆ ผมก็เหงาอยู่ไม่น้อย เพราะที่บ้านเงียบลงไปเยอะ มีแค่น้องชายของผมที่ยังพูดจ้อไม่หยุดทั้งวัน ทำให้ผมหายเหงาไปบ้าง พ่อกับแม่ก็คงรู้สึกแบบนั้น เพราะดูเหมือนจะไม่มีใครรำคาญการพูดมากของน้องชายเลย

จนถึงคราวของผม วันนั้นเป็นวันสอบไล่ของเทอม 2 ของชั้น ป. 4 ของผม ผมเดินไปโรงเรียนคนเดียว เพราะน้องไม่มีสอบ เมื่อไปถึงโรงเรียน ครูคนนึงก็เดินเข้ามาหา และบอกให้ผมกลับไปบอกแม่ว่า พ่อของผมโดนยิง

ผมเดินกลับบ้านอย่างงงๆ กลับมาถึงเจอแต่ยาย ยายบอกผมว่า มีคนมาบอกแม่แล้ว และแม่ก็ออกไปดูพ่อที่โรงพยาบาลในเมืองแล้ว ผมมองหาน้องแต่ไม่เห็น เข้าใจว่า แม่คงพาเขาไปด้วย ผมเลยเดินกลับไปโรงเรียนเพื่อไปสอบ

พ่อของผม ถูกลอบยิงจนเสียชีวิต แม่จึงจำเป็นต้องตัดสินใจบางอย่าง โดยให้ผมขึ้นมาอยู่กับลุง (บ้านลุงกับบ้านป้าที่เมืองหาดใหญ่รั้วติดกัน แต่แม่ไม่ได้ให้ผมมาอยู่กับพี่ๆ เพราะเกรงใจป้า ถ้าอยู่กันถึง 3 คน แต่ผมอยู่แค่ไม่นาน แม่ก็ย้ายตามมาจากพัทลุง มาอยู่ในระแวกบ้านของญาติๆ ฝั่งพ่อ ซึ่งพ่อมีที่ดินอยู่เล็กๆ ที่ปู่เคยแบ่งไว้ให้ แม่เลยมาปลูกบ้านอยู่ที่นั่น และเราได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง เว้นแต่ไม่มีพ่อมาด้วย เพราะแม่กลัวภัยมืดที่ไม่รู้ หากจะยังอยุ่ที่นั่นต่อไป

พวกเรา 4 คนพี่น้อง ก็ได้มาอยู่ด้วยกันเหมือนเมื่อก่อนอีกครั้ง แม้ไม่นานหลังจากนั้น พี่ชายของผมก็ย้ายออกมาเรียนที่กรุงเทพ แต่ระหว่างนั้น ผมก็ยังสนิทกับน้องชายมากที่สุดอยู่ดี เลยไม่รู้สึกเหงาอะไรมากมายนัก……

ยังมีตอนต่อไปนะครับ โปรดติดตาม EP2

แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Share this post