คุณเคยเขียน “สมุดบันทึก” มั๊ย?

คุณเคยเขียน “สมุดบันทึก” มั๊ย?

ใครยังนิยมพกสมุดกันอยู่บ้างมั๊ยครับ สมุดโน๊ต, สมุดงาน, สมุดบัญชี, สมุดออร์แกไนเซอร์, สมุดบันทึก หรือสมุดอะไรก็ได้ ที่คุณสามารถใช้เขียนด้วยมือของตัวเอง ที่ไม่ใช่การพิมพ์ผ่านคีย์บอร์ดของคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน

ปัจจุบัน ใครบางคนอาจใช้การอัพเดทเรื่องราวของตัวเองผ่านเฟสบุค ซึ่งถ้ามองกันดีๆ มันก็มีส่วนคล้ายกับการเขียนบันทึกอยู่บ้างเหมือนกัน แม้ว่ามันจะเป็นวิธีการคนละวิธี รวมถึงการแสดงผลของบันทึกนั้นด้วย

ไม่แน่ใจว่า มาถึงสมัยนี้ จะยังมีใครเขียนบันทึกและใช้สมุดบันทึกอยู่อีกมั๊ย ผมเองก็เลิกเขียนไปหลายปีแล้วเหมือนกัน เพราะมักขี้เกียจและไม่เก็บให้เป็นที่เป็นทาง

การเขียนบันทึกคืออะไร

การเขียนบันทึก คือการถ่ายทอดข้อมูลจากเหตุการณ์ หรือจากความรู้สึกต่อเหตุการณ์ หรือการเก็บจำประสบการณ์ที่พบเห็นในแต่ละวัน หรือแต่ละช่วงเวลาเอาไว้ เพื่อการบันทึกไว้เป็นความรู้, บันทึกไว้เตือนความจำ หรือแม้แต่เขียนเพื่อระบายความรู้สึก ณ ขณะนั้น 

สิ่งที่มักจะมีในการเขียนบันทึก

1. เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น, ที่กระทำ, หรือสร้างความรู้สึกให้กับผู้บันทึก และเห็นควรจะเก็บเอาไว้เป็นข้อมูลของตัวเอง

2. ต้นเหตุ, มูลเรื่อง, สาเหตุของเรื่อง, การกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้นและทำให้เรารู้สึก

3. วันเวลาของเรื่องราวนั้นๆ

เรื่องที่เรามักเขียนบันทึกกัน

1. เหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน บางครั้ง บางคนอาจบันทึกเป็นช่วงเวลาเลยก็มี เช่น 7.00 น. ตื่นนอน, 7.30 น. ทานข้าวเช้า, 7.45 น. คุณพ่อไปส่งที่โรงเรียน 8.15 น. เรียนวิทยาศาสตร์ ทำการทดลองเรื่อง…

2. เขียนบันทึกเฉพาะเหตุการณ์ หรือเฉพาะบางช่วงเวลา เฉพาะที่รู้สึกสำคัญจริงๆ 

3. เขียนบันทึกเฉพาะความรู้สึก เรื่องราว เหตุการณ์ อะไรก็ได้ที่ทำให้ผู้บันทึกได้รู้สึกถึง และอยากเก็บไว้เป็นข้อมูล

4. เขียนบันทึกเรื่องเรียนรู้, งาน, ข้อมูลที่คิดว่าจำเป็นและควรเก็บไว้

ข้อ1 และข้อ 2 มักมีวัน เวลา อ้างอิง ขณะที่ข้อ 3 และ 4 อาจมีหรือไม่มีก็ได้ แต่โดยปกติ หลายคนมักเพิ่มวัน เวลา เข้าไปในบันทึกเสมอ เพื่อการสร้างการกำกับช่วยให้จดจำได้ดีขึ้น

แต่ทั้ง 4 แนวทาง (อาจมีแนวทางบันทึกแบบอื่นๆ ได้อีกหลายแบบ แต่เท่าที่ผมพอจะนึกออก) ก็ล้วนสามารถเพิ่มการเชื่อมโยง, เพิ่มความรู้สึก, เพิ่มความคิดเห็นไปได้ด้วย (บางคนอาจใช้ปากกาหลายสี เพื่อแยกแยะคำเขียนให้เป็นคนละหมวดหมู่)

ความจริงแล้ว การเขียนบันทึกก็เป็นเหมือนการเรียบเรียงความคิดในหัวของเรา ออกมาเป็นตัวหนังสือนั่นแหละครับ บางครั้ง คนอื่นมาอ่านอาจไม่เข้าใจความคิดของเราก็ได้ (และบางครั้ง เมื่อเราย้อนกลับมาอ่านหลังจากเขียนไว้นานแล้ว เราเองก็อาจจะงงไปได้เหมือนกัน 55)

ข้อดีของการเขียนบันทึก

1. ช่วยทำให้เรากลั่นกรองสิ่งที่อยู่ในความคิดของเรา ออกมาเป็นเรื่อง เป็นข้อเขียน และเมื่อเราเขียนบ่อยๆ เราก็จะยิ่งสามารถเรียบเรียงการใช้คำ ภาษา ให้ออกมาสละสลวยได้มากขึ้นอีกด้วย เราจะสามารถทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน พิจารณาสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เรากระทำออกไปได้อีกด้วย

2. ช่วยจำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน (ถ้าสมัยนี้ เราอาจมีเฟสบุคไว้เตือนความจำ เมื่อครบรอบวงปีของการโพสต์ใดๆ ของเรา) เราสามารถย้อนไปหาดูว่า เรื่องราวต่างๆ นั้นเกิดขึ้นวันไหน เวลาไหน เรารู้สึกอย่างไร หรือมีอะไรน่าสนใจบ้าง

3. ฝึกการเขียน การอธิบาย และสร้างสมาธิให้กับตัวเอง การเขียนหนังสือ โดยเฉพาะการใช้ลายมือตัวเองนั้น ย่อมสร้างสมาธิให้กับเราได้อย่างแน่นอน แม้แต่กับเด็กเล็กๆ ที่พอจะเขียนหนังสือเป็นแล้ว หรือผู้ใหญ่ที่ชีวิตประจำวันยุ่งเหยิงไปหมดก็ตาม

4. สร้างจินตนาการ โดยการเขียน การเรียบเรียงข้อมูลที่อยู่ในหัว และถ่ายทอดออกมาเป็นข้อความนั้น จะสามารถทำให้เราปะติดปะต่อความคิดออกมาเป็นถ้อยคำได้ รวมถึงขยับขยายออกไปเป็นภาพในหัวได้ นั่นคือจินตนาการที่ชัดเจนขึ้นกว่าความคิดที่ฟุ้งได้ง่ายกว่า เพราะในขณะเวลานึง ในหัวของเราหรือเด็กๆ มักมีเรื่องราวหลายๆ เรื่องอยู่พร้อมๆ กันให้คิด ให้จดจำ จึงสามารถฟุ้งได้ง่ายกว่าการเขียน

ด้วยเหตุผลของการใช้การเขียนบันทึก เพื่อการบันทึกความคิดหรือความรู้สึกใดๆ สมุดบันทึกจึงมักเป็นความลับ จะถูกเก็บไว้ในพื้นที่ส่วนตัว บางคนพยายามหาสมุดดีๆ ราคาแพงๆ เพราะให้ความสำคัญกับสมุดบันทึกนั้นมาก บ้างถึงกับมีสายรัดและตัวล็อค ไม่ให้ใครมาเปิดอ่านได้ง่ายๆ หรือสมุดที่ออกแบบมาให้มีปกปิดทบหน้า เพื่อให้เป็นที่เข้าใจของผู้พบเห็นว่า เราต้องการให้เนื้อหาในสมุดนั้นเป็นส่วนตัว

ความจริงแล้ว รูปแบบการบันทึกอาจไม่ได้หมายถึงการเขียนหนังสือเสมอไป บางคนใช้การวาดรูป, ติดรูปถ่ายลงบนกระดาษสมุด, แปะตั๋วหนัง, โปสการ์ด หรือแม้แต่ทับดอกไม้เอาไว้ก็มี แล้วแต่ว่า อะไรจะบอกความรู้สึกได้ดี หรือเราต้องการเก็บบันทึกเรื่องอะไรไว้อย่างไร อย่างของผมก็เคยเก็บฉลากขวดเบียร์ขวดแรกที่ไปกินที่เกาะเสม็ด หรือโปสการ์ดที่หยิบมาจากร้านที่ผมไปนั่งกินกับเพื่อนๆ (แต่ไม่เคยทับดอกไม้จากสาวๆ นะครับ)

แม้เรื่องนี้ จะดูเพ้อฝันและย้อนยุคไปนิด แต่เมื่อนึกถึงโลกในยุคสมาร์ทโฟน ผมกลับหวนนึกถึงการเขียนบันทึกอยู่บ่อยๆ และที่เคยทำให้ผมรู้สึกสมเพชตัวเองก็มีอยู่บ้าง คือปัจจุบันนี้ ลายมือของผมห่วยเสียยิ่งกว่าสมัยเรียนชั้นประถมเสียอีกนะครับ เพราะมีโอกาสเขียนหนังสือน้อยมากกว่าการพิมพ์บนคีย์บอร์ดหรือสมาร์ทโฟนหลายเท่าเลยทีเดียว หลายครั้งที่เมื่อเห็นลายมือตัวเองก็รู้สึกเหมือนกัน ว่าเราหยาบกับตัวเองไปแค่ไหนแล้ว

จะดีมั๊ย หากเรามีลูก และสอนให้ลูกเขียนบันทึก หาสมุด ดินสอสี ปากกาหลากสี หากล่องใส่ให้กระทัดรัด พกพาได้สะดวก อาจให้เขาพกพาชุดนั้นไปด้วยทุกที่ที่ไปไหน อยากเอามาเขียน เอามาวาดเมื่อไหร่ก็ได้ ผมเชื่อว่า มันจะสร้างสมาธิให้กับเด็ก สอนการเรียบเรียงความคิด การถ่ายทอดความคิด และการทบทวนการกระทำให้กับเด็กได้ดี 

ผมไม่มีทฤษฎีทางจิตวิทยาอะไรมารับรองหรอกนะครับ แต่คิด (เอาเอง) ว่า มันน่าจะดี ไม่จำเป็นต้องซื้อสมุดของ dib ก็ได้นะครับ (ยังไม่ตัดเข้าโฆษณา) สมุดอะไรก็ได้ แบบที่เค้าชอบ ให้เค้ารู้สึกว่ามันมีคุณค่าสำหรับเค้า จะยิ่งช่วยให้เค้าตั้งใจใช้มากขึ้นได้อีกด้วย

หรือหากทั้งหมดที่ว่ามา คุณผู้ใหญ่ที่ได้อ่านแล้วคล้อยตามผมว่า ก็ลองกลับมาเขียนบันทึกของตัวเองใหม่ ก็อาจจะดี 

แวะเยี่ยมชมเพจของเราได้ที่ https://www.facebook.com/we.are.the.choice.you.can.choose

หรือสนใจสสมุด แวะเยี่ยมชมเพจสมุดของเราได้ที่ https://www.facebook.com/dibbyhand

แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Share this post